ข่าวประชาสัมพันธ์
ตำรวจ ปอศ. จับกุม ?แก๊งโทรศัพท์หลอกลวงให้โอนเงิน?
!!! ด่วน ตรวจสอบบัญชีแก๊ง call center ใครถูกหลอกให้โอนเงินรีบตรวจสอบหมายเลขบัญชีดังต่อไปนี้...

 วันนี้ ( 10 มี.ค.)  พล.ต.ต.ภูมิรา วัฒนปราณี รอง ผบช.ก. พ.ต.อ.ชัยณรงค์ เจริญชัยเนาว์ รอง ผบก.ปอศ. พ.ต.อ.กิตติ สะเภาทอง รองผบก.ปอศ. และนายอาจ วิเชียรเจริญ ผู้ช่วยผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย  ร่วมแถลงข่าวจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์  ประกอบนายธนูธร หรือ เซียน ชัยดี อายุ 25 ปี  นายเยี่ยไฉลู  สัญชาติไต้หวัน อายุ 36ปี และ น.ส.มณฑิกา แซ่จู  อายุ 28 ปี พร้อมของกลางเป็นบัตรเอทีเอ็ม  3 ใบ โทรศัพท์มือถือ  2 เครื่อง โดยจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมดได้บริเวณตู้เอทีเอ็มหน้าอาคารวงศ์เจริญ แมนชั่น ซอยลาดพร้าว130 แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ 

ทั้งนี้สืบเนื่องจาก พ.ต.อ.กิตติ  พร้อมด้วย พ.ต.ท.รัฐพล น้อยช่างคิด รองผกก.5 บก.ปอศ. ประสานข้อมูลกับธนาคารต่างๆที่ผู้เสียหายเป็นลูกค้าจนได้เบาะแสว่าผู้ต้องหาทั้ง3  ราย ซึ่งอ้างตนว่าเป็นเจ้าหน้าที่คอลเซ็นเตอร์ หลอกให้ผู้เสียหายโอนเงิน และนำบัตรเอทีเอ็มของบุคคลอื่นที่แก๊งคนร้ายจ้างไปเปิดบัญชีไว้ไปกดนำเงินสดออกมา และมักจะมากดเงินจากตู้เอทีเอ็ม หน้าอาคารดังกล่าวเป็นประจำ  จึงส่งกำลังชุดสืบสวนเฝ้าติดตามดูพฤติกรรมจนสบโอกาสเข้าจับกุม ก่อนขยายผลเข้าตรวจค้นห้องพักของนายธนูธร เลขที่ 204 อาคารวิวเพลส แมนชั่น เลขที่ 29 ซอยลาดพร้าว 130 แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ  พบของกลางเป็นบัตรเอทีเอ็มของธนาคารต่างๆ  5 ใบ สมุดบัญชีเงินฝาก  5 เล่ม โทรศัพท์มือถือจำนวน 3 เครื่อง สมุดบันทึก 3 เล่ม  จากนั้นเข้าตรวจค้นห้องพักเลขที่ 411 อาคารบัวร์ ลอร์ด เลขที่ 392 ซอยลาดพร้าว 130 แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ พบของกลางเป็นบัตรเอทีเอ็ม  1 ใบ  เอกสารบันทึกรายการของธนาคารต่างๆ  4 ใบ เงินสด 97,000 บาทและสมุดบัญชีเงินฝากของธนาคารกสิกรไทย 1 เล่ม  จึงแจ้งข้อหาร่วมกันใช้และมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็คทรอนิกส์ของผู้อื่นในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่นหรือประชาชน ซึ่งเป็นบัตรที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ประโยชน์ในการชำระค่าสินค้า ค่าบริการ หรือหนี้อื่นแทนการชำระเงินสด หรือใช้เบิกถอนเงินสด  มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
   

สอบสวน นายธนูธร  ให้การรับสารภาพว่า เมื่อเดือน ธ.ค.2554  เคยถูกหลอกไปทำงานในประเทศจีน โดยอ้างว่าจะพาไปทำงานตำแหน่งพนักงานรับโทรศัพท์ แต่เมื่อเดินทางไปถึงกลับถูกยึดหนังสือเดินทาง และถูกส่งตัวไปที่ออฟฟิศแห่งหนึ่งในเมืองเซิ่นเจิ้น พบว่ามีพนักงานชาวไทย  14 คน ประจำอยู่ที่สำนักงาน คอยทำหน้าที่พูดคุยโทรศัพท์ตามสคลิปหลอกให้บุคคลปลายทาง ซึ่งเป็นคนไทยที่หลงเชื่อโอนเงินเข้าบัญชีให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์  ซึ่งเท่าที่ทราบในขณะนั้นสำนักงานที่ตนประจำอยู่เป็นเพียง 1 ใน 500 องค์กรของแก๊งที่มีอยู่ทั่วโลก
 
นายธนูธร กล่าวอีกว่า สำหรับวิธีการหลอกลวงนั้นทางออฟฟิศจะมีเครื่อง Random ต่อสายโทรศัพท์ไปยังมือถือเหยื่อชาวไทยที่ขึ้นต้นด้วย 081 และ 089 เนื่องจากหมายเลขโทรศัพท์กลุ่มนี้เปิดใช้งานมานานแล้วทำให้เชื่อว่าเจ้าของเบอร์น่าจะค่อนข้างมีทุนทรัพย์ เมื่อเหยื่อยอมรับสายก็จะมีเสียงโอเปอร์เรเตอร์บอกให้กด 9 เพื่อติดต่อกับเจ้าหน้าที่ธนาคารโดยอ้างว่าเหยื่อติดหนี้บัตรเครดิต จากนั้นเจ้าหน้าที่กำมะลอด่านแรกก็จะหลอกถามข้อมูลของเหยื่อทั้งชื่อที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ และข้อมูลทางธนาคาร เมื่อได้ข้อมูลจนเป็นที่พอใจแล้ว จะบอกให้เหยื่อวางสายเพื่อรอการติดต่อกลับจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปอศ.ซึ่งตนจะรับหน้าที่แอบอ้างตัวเป็นตำรวจโดยโทรกลับไปหาเหยื่อหลังเวลาผ่านไปประมาณ 10-15 นาที พอเหยื่อรับสายตนก็จะใช้อุบายอ้างตัวเป็นตำรวจชั้นผู้ใหญ่ของ บก.ปอศ.โดยเฉพาะชื่อของ พ.ต.อ.กิตติ สะเภาทอง หัวหน้าชุดจับกุมจะแอบอ้างมากเป็นพิเศษ จากนั้นจะข่มขู่เหยื่อด้วยการอิงตามข้อมูลที่ด่านแรกหลอกถามและส่งมาให้ ส่วนใหญ่ตนจะหลอกเหยื่อว่า บัตรเอทีเอ็มโดนขโมยข้อมูลทำให้เงินถูกนำไปใช้หรือไม่ก็ถูกแก๊งมิจฉาชีพแฮกเกอร์เอาบัตรเครดิตไปใช้ พร้อมขอให้เหยื่อรีบนำบัตรเอทีเอ็มไปทำเรื่องใส่รหัสล็อกข้อมูลที่หน้าตู้ เมื่อเหยื่อหลงเชื่อก็จะให้ทำการเปลี่ยนภาษาก่อนโอนเงินในบัญชีตัวเองเข้าสู่บัญชีที่ทางแก๊งคอลเซ็นเตอร์เตรียมเอาไว้
 
“ด้วยความที่ตนพูดไม่เก่งทำให้มีคนหลงเชื่อน้อย หลังทำงานได้ 17-18 วัน สามารถลวงเหยื่อได้เพียง 4-5 ราย เท่านั้นจึงถูกส่งกลับมาที่ประเทศไทย เพื่อทำหน้าที่ใหม่คือเป็นผู้นำบัตรเอทีเอ็ม ที่ได้จากการว่าจ้างคนไทยในเครือข่ายเป็นผู้เปิดบัญชีให้ไปกดเงินสดตามตู้ มามอบให้ นายเยี่ยไฉลู่ โดยรับค่าตอบแทนคราวละ 3 เปอร์เซ็นต์จากยอดเงินทั้งหมด โดยนายเยี่ยไฉลู่ ก็จะโอนเงินไปให้แก๊ง Call center ที่ประเทศจีนอีกทอดหนึ่ง ส่วน น.ส.มณฑิกา ที่ถูกจับติดร่างแหมาด้วยเพราะกำลังเรียนรู้วิธีการและจะถูกส่งตัวไปประจำในออฟฟิศที่ประเทศจีนในอีกไม่นานนี้”นายธนูธร กล่าว  

ด้าน พ.ต.อ.ชัยณรงค์ กล่าวว่า สำหรับแก๊งผู้ต้องหารายนี้ เป็นเพียง 1ใน 500 แก๊งที่มีอยู่ทั่วประเทศจีน โดยมีการสร้างสถานการณ์ขึ้นมาหลอกลวงเหยื่อให้โอนเงินและคาดว่าในช่วงนี้แก๊งจะสร้างสถานการณ์เรื่องการคืนภาษีและมารูปแบบประกันภัยหรือประกันชีวิต จึงอยากฝากประชาชนให้ช่วยระวัง โดยไม่เพียงประเทศไทยประเทศเดียว แต่แก๊งคนร้ายเหล่านี้ได้ก่อเหตุไปทั่วทุกทวีป  ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ของปอศ.ร่วมกับธนาคารแต่ละธนาคารซึ่งทราบว่าขณะนี้ได้มีการตั้งบุคลากรขึ้นมาเพื่อตรวจสอบเรืองนี้โดยเฉพาะ มีการทำสติ๊กเกอร์และป้ายคำเตือนติดไว้ตามตู้เอทีเอ็มและสาขาต่างๆของธนาคารเพื่อให้ประชาชนทราบ ในส่วนของปอศ.จะได้ประสานกับธนาคารเพื่อตรวจสอบบัตรเอทีเอ็มของกลางทั้งหมดที่ยึดไว้เป็นของกลางว่ามียอดเงินโอนเข้ามาเท่าใด ซึ่งหากผู้เสียหายรายใดถูกหลอกลวงจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์  ให้ติดต่อมายังปอศ.หรือเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ เว็บไซด์ www.ECD Police.com เพื่อติดต่อขอเงินที่ถูกหลอกลวงคืนได้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน

ตรวจสอบหมายเลขบัญชีแก๊ง Call Center
ในคดีจับกุม นายธนูธรฯกับพวก  เมื่อ 10 มี.ค. 54
!!! หากท่านถูกหลอกให้โอนเงินไปยังบัญชี  ดังต่อนี้

บัญชีเลขที่

025-0-37213-3

บัญชีเลขที่

050-0-49092-5

บัญชีเลขที่

050-0-48411-8

บัญชีเลขที่

078-2-61466-7

บัญชีเลขที่

025-0-37213-3

บัญชีเลขที่

050-0-48411-8

บัญชีเลขที่

050-0-49092-5

บัญชีเลขที่

075-2-47668-8

บัญชีเลขที่

175-0-81545-6

บัญชีเลขที่

050-0-49044-6

บัญชีเลขที่

087-0-17056-0

บัญชีเลขที่

234-4-36458-9

บัญชีเลขที่

063-0-29265-4

บัญชีเลขที่

716-2-45973-7

บัญชีเลขที่

766-2-19968-5

บัญชีเลขที่

084-2-97091-1

บัญชีเลขที่

050-0-49044-6

บัญชีเลขที่

175-0-81545-6

บัญชีเลขที่

234-4-36458-9

บัญชีเลขที่

732-2-52004-9

บัญชีเลขที่

042-2-11211-3

บัญชีเลขที่

078-2-61466-7

บัญชีเลขที่

573-2-34119-6

 

ท่านสามรถติดต่อกลับมาที่   พนักงานสอบสวน กองกำกับการ 5 
กองบังคับการปราบปราม การกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ  ( บก.ปอศ.)  
โทร 02-237-7535 ต่อ 2702 (พนักงานสอบสวนกองกำกับการ 5 บก.ปอศ.)

 



ผู้ชม: 4473