ข่าวประชาสัมพันธ์
บก.ปอศ.ประชาสัมพันธ์ เปิดทุกมิติหมา(ย)นำจับ EP.2 เช็กวิธีรับมือ! ทันเล่ห์มาเฟียไถ 'ลิขสิทธิ์'
เปิดทุกมิติหมา(ย)นำจับ EP.2 เช็กวิธีรับมือ! ทันเล่ห์มาเฟียไถ ลิขสิทธิ์
http://www.thairath.co.th/content/633127
บก.ปอศ. ขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้.

หลังจากที่ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้ตีแผ่ถึงพฤติการณ์และรูปแบบการนำจับลิขสิทธิ์ที่กลายเป็นช่องทางทำมาหากินของพวกมิจฉาชีพ (เปิดทุกมิติหมา(ย)นำจับ EP.1 แฉพฤติการณ์แสบ จับลิขสิทธิ์แท้หรือแค่หากิน) ไปแล้วนั้น... แต่ในความจริงแล้ว การเข้าจับลิขสิทธิ์ ที่ จู่ๆ ตำรวจจะเดินปรี่เข้ามาจับกุมเลยนั้น ทำได้หรือไม่? ขั้นตอนการนำจับที่ถูกต้องนั้น ต้องมีที่มาที่ไปอย่างไร? และที่สำคัญเราจะแยกออกได้อย่างไรว่า จับลิขสิทธิ์แท้ หรือ มาเฟียหากิน...? วันนี้ ‘ซอซิ่ม’ แห่งทีมข่าวฯ พาไปทำความเข้าใจง่ายๆ กับทุกมิติการนำจับลิขสิทธิ์
ก่อนจะพาไปรู้ถึงขั้นตอนการนำจับลิขสิทธิ์อย่างละเอียดยิบ ‘ซอซิ่ม’ ขอใช้โอกาสนี้อธิบายให้หลายคนได้ทำความเข้าใจง่ายๆ ถึง คำว่า ‘ลิขสิทธิ์’ นั้น ก็คือ สิทธิแต่เพียงผู้เดียวที่จะกระทำการใดๆ เกี่ยวกับงานที่ผู้สร้างสรรค์ได้ริเริ่มจากการใช้สติปัญญา ความรู้ ความสามารถ และความวิริยอุตสาหะของตนเองในการสร้างสรรค์ โดยไม่ลอกเลียนงานของผู้อื่น ซึ่งงานที่สร้างสรรค์ต้องเป็นงานตามประเภทที่กฎหมายลิขสิทธิ์ให้คุ้มครอง ทั้งนี้ ผู้สร้างสรรค์จะได้รับความคุ้มครองทั้งนี้ ผู้สร้างสรรค์จะได้รับความคุ้มครองทันทีที่สร้างสรรค์โดยไม่ต้องจดทะเบียน ซึ่งปัจจุบันมีการคุ้มครองลิขสิทธิ์ 9 สาขาคือ งานวรรณกรรม งานนาฏกรรม งานศิลปกรรม งานดนตรีกรรม งานสิ่งบันทึกเสียง งานโสตทัศนวัสดุ งานภาพยนตร์ งานแพร่เสียงแพร่ภาพ และงานอื่นใดในแผนกวรรณคดี วิทยาศาสตร์ หรือศิลปะเมื่อแยกแยะถึงความหมายของคำว่า ‘ลิขสิทธิ์’ ได้แล้ว ลำดับต่อไป ต้องขออนุญาตบอกว่า รายงานพิเศษชิ้นนี้ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมให้กลุ่มผู้ค้าจำหน่ายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ เพียงแต่ต้องการอธิบายเพื่อเป็นการให้ความรู้ ไม่ให้หลงกลพวกมิจฉาชีพ ที่เข้ามาอาศัยสินค้าเหล่านี้ในการหารายได้ ฉะนั้น วันนี้ ถือเป็นโอกาสดี ที่ ทีมข่าวฯ ได้เชื้อเชิญ พ.ต.ท.เกรียงศักดิ์ จิตต์สอาด กองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปรามอาชญากรทางเศรษฐกิจ หรือ ปอศ. มาอธิบายให้หลายคนได้ทำความเข้าใจอย่างละเอียดยิบ.


       รู้ไว้ไม่เสียสิทธิ์! จับลิขสิทธิ์แท้ หรือ แค่มาเฟียหากิน?

ผู้สื่อข่าวยิงประเด็นแรกที่หลายคนอยากรู้คือ จับลิขสิทธิ์แท้ กับ มาเฟียหากิน เราจะรู้ได้อย่างไร? ในประเด็นดังกล่าวนี้ พ.ต.ท.เกรียงศักดิ์ จิตต์สอาด กก. 4 บก.ปอศ. อธิบายให้ฟังอย่างเข้าใจง่ายว่า สำหรับขั้นตอนการจับกุมคดีละเมิดลิขสิทธิ์ ตามกฎหมายแล้ว ก่อนการดำเนินการจับกุม ผู้เสียหาย หรือเจ้าของลิขสิทธิ์ จะต้องเข้าแจ้งความร้องทุกข์มอบคดีต่อพนักงานสอบสวนก่อน ซึ่งหากเจ้าของลิขสิทธิ์มิได้แจ้งความร้องทุกข์ด้วยตนเองจะต้องมีหนังสือมอบอำนาจ แจ้งความร้องทุกข์แทน พร้อมด้วยหลักฐานยืนยันสิทธิ์ของผู้มอบฯ และผู้รับมอบอำนาจฯ

ส่วนกรณีที่เจ้าของลิขสิทธิ์เป็นบุคคลหรือนิติบุคลต่างประเทศ เอกสารที่เกี่ยวกับหนังสือมอบอำนาจจะต้องทำการรับรองถูกต้องโดยวิธีการตามกฎหมายของประเทศนั้น แล้วต้องมีการรับรองจากสถานทูตไทย หรือสถานกงสุลไทยรับรองอีกชั้นหนึ่ง และหากมีเอกสารอื่นๆ
ที่เป็นภาษาต่างประเทศ ต้องแปลเป็นภาษาไทยและมีการรับรองคำแปลอย่างถูกต้องแนบมาทั้งนี้ เจ้าของหรือผู้รับมอบอำนาจฯ จะต้องนำตัวอย่างสิ่งของหรือสินค้า หรือที่เป็นภาพถ่าย ตามที่กล่าวอ้างว่าละเมิดลิขสิทธิ์ มาส่งมอบให้พนักงานสอบสวนด้วยเมื่อรวบรวมพยานหลักฐานครบถ้วนแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะเกิดอำนาจในการสืบสวน โดยเดินทางไปพร้อมกับเจ้าของลิขสิทธิ์ หรือเจ้าหน้าที่ผู้รับมอบอำนาจ 

       ขั้นตอนก่อนตรวจค้น ตำรวจ ต้องแสดงตนชัดเจน! เป็นใคร มาจากหน่วยใด มาทำอะไร..

พ.ต.ท.เกรียงศักดิ์ กล่าวอีกว่า แม้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย แต่การลงพื้นที่เข้าตรวจค้น หรือจับกุมต้องเป็นไปอย่างสุภาพ นุ่มนวลที่สำคัญต้องแสดงตนอย่างเปิดเผยทุกครั้ง ว่ามาจากหน่วยใด รวมทั้งแสดงเอกสารต่างๆ ให้ครบถ้วนตามขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นบัตรประจำตัว ใบบันทึกการแจ้งความ หนังสือมอบอำนาจ (ในกรณีที่เจ้าของลิขสิทธิ์ไม่ได้มาด้วยตนเอง) พร้อมกับแนะนำว่ามากับเจ้าของลิขสิทธิ์หรือเจ้าหน้าที่ผู้รับมอบอำนาจ จากบริษัทใด มาจับลิขสิทธิ์ประเภทใด อย่างไร เพราะฉะนั้นเมื่อฝ่ายผู้ค้าตั้งถามกลับ เกี่ยวกับรายละเอียดของบริษัทลิขสิทธิ์ ผู้เสียหายที่อ้างว่า เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ หรือเจ้าหน้าที่ผู้รับมอบอำนาจ ต้องตอบได้.
.

    เข้าจับลิขสิทธิ์ถูกกฎหมาย ‘หมายค้น’ จำเป็นหรือไม่?
เมื่อรู้ถึงขั้นตอนและวิธีการนำจับลิขสิทธิ์ที่ถูกต้องไปแล้ว ผู้สื่อข่าวถามต่อไปว่า การเข้าจับลิขสิทธิ์ จำเป็นต้องใช้หมายค้น หรือไม่? พ.ต.ท.เกรียงศักด์ อธิบายให้ฟังว่า สำหรับการใช้หมายค้นขึ้นอยู่กับเวลาและสถานที่นั้นๆ ในกรณีที่จะค้นในที่รโหฐาน ซึ่งการที่จะค้นได้ ก็ต้องมีการ ‘เข้าไป’ในที่รโหฐาน และทำการ ‘ค้น’ หรือในกรณีที่ต้องการเข้าไปค้นในยามวิกาล ซึ่งหมดเวลาขายของเขาแล้ว เมื่อเจ้าของร้านไม่อนุญาตให้เข้าไปค้น นั่นถือเป็นที่รโหฐานเฉพาะตัว จำเป็นต้องใช้หมายค้น แต่อีกกรณีหนึ่งคือ ที่สาธารณสถาน หมายถึง สถานที่ใดๆ ที่ใครก็เข้าไปได้ ภายใต้เงื่อนไขของสถานที่นั้น รวมทั้งเจ้าพนักงานด้วย กรณีนี้ การจะเข้าไปในที่สาธารณสถานนั้น ไม่จำเป็นต้องมีหมาย แต่การค้นที่สาธารณสถานที่มีเจ้าของหรือผู้ครอบครอง ต้องมีหมายค้นจึงจะสามารถค้นได้ เพราะเป็นเรื่องของการละเมิดสิทธิของผู้อื่น 
“การที่ศาลจะออกหมายค้นได้ เจ้าหน้าที่สอบสวนต้องรวบรวมหลักฐานไปที่ศาลและยื่นคำร้อง เพื่อขอหมายค้นจากศาล โดยศาลจะตรวจสอบละเอียดยิบเลยว่า คุณเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์จริงหรือไม่ พื้นที่หรือสถานที่ดังกล่าวขายสินค้า ‘ละเมิดลิขสิทธิ์’ จริงหรือไม่ หากเป็นจริง ศาลก็จะเซ็นหมายค้นมาพร้อมระบุวันที่และเวลาให้ค้น เพราะฉะนั้นในกรณีที่ใช้หมายค้น สำคัญคือกลุ่มผู้ค้าต้องตรวจสอบว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจชื่ออะไร ตำแหน่งอะไร บางหมายก็จะอาจจะระบุชื่อหัวหน้าทีมและหน่วยงานรวมถึงระบุสถานที่ และวันเวลาที่ให้ค้น     ซึ่งผู้ค้าจะต้องตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้อย่างละเอียด”


         ไขข้อคาใจ! ไฉนตำรวจจับลิขสิทธิ์ ต้องแต่งกายนอกเครื่องแบบ 
จากการลงพื้นที่สอบถามจากกลุ่มผู้ค้า ทราบว่า ส่วนใหญ่แล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่งกายด้วยชุดนอกเครื่องแบบ? พ.ต.ท.เกรียงศักดิ์ อธิบายเพิ่มเติมว่าเนื่องจากการเข้าจับกุมลิขสิทธิ์ หากแต่งกายชุดตำรวจเต็มยศ จากประสบการณ์ที่พบเจอมาคือ กลุ่มผู้ค้าที่รู้ตัวว่าขายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์เมื่อเห็นตำรวจก็จะรีบส่งข่าวและปิดร้านหนีกันหมด เพราะฉะนั้นจำเป็นต้องแต่งกายนอกเครื่องแบบ ซึ่งมั่นใจได้ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจริง ต้องมีการแสดงตนชัดเจน มีการให้ดูบัตรเจ้าหน้าที่ และรายงานชัดเจนว่ามาทำอะไร อย่างไร ละมากับใคร แต่อีกกรณีคือ ผู้เสียหายแจ้งความร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ปอศ. ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่จาก ปอศ.จะมีการแต่งกายด้วยเสื้อกั๊กและเสื้อคลุมอีกชั้น ซึ่งจะสังเกตได้ง่ายว่า มีสัญลักษณ์ของคำว่า ปอศ. อยู่บริเวณแขนเสื้อ และจะมีตัวอักษรภาษาอังกฤษว่า ECD อยู่บริเวณข้างหลัง

             กลุ่มผู้ค้าต้องรู้! รับมืออย่างไร ไม่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพจับลิขสิทธิ์หากิน
สำหรับ วิธีการรับมือกับกลุ่มมิจฉาชีพได้ กลุ่มพ่อค้าแม่ขายต้องทำอย่างไรบ้าง? ในส่วนนี้ พ.ต.ท.เกรียงศักดิ์ ไขข้อข้องใจให้ฟังว่า อย่างแรกเลย เมื่อมีการอ้างว่าเข้ามาจับลิขสิทธิ์ สังเกตง่ายๆ ว่า หากไม่มีการแสดงตนก่อนและเข้ามาในลักษณะข่มขู่ บังคับไม่ให้เราถ่ายภาพและคลิป ให้สันนิษฐานไว้เลยว่า เป็นพวกมิจฉาชีพ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะต้องทำอันดับแรกคือ เรียกดูบัตรเจ้าหน้าที่และขอให้มีการแสดงตนอย่างชัดเจนว่ามาจากหน่วยใด ซึ่งอำนาจหน้าที่ต้องเป็นของ สน.ในท้องที่เท่านั้น มิใช่แจ้งความที่ สน. ก. แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้ามาจับ มาจาก สน. ข. ซึ่งเข้ามาจับกุมในพื้นที่ที่อยู่ในความรับผิดชอบของ สน. ค. ดังนั้น ก่อนจะให้เข้าตรวจค้น กลุ่มผู้ค้าจะต้องสังเกตให้ดี เพราะไม่มีทางเป็นไปได้ แต่ถ้ายังอ้างนั่นอ้างนี่และยืนยันที่จะไม่แสดงตน ให้ดี เพราะไม่มีทางเป็นไปได้ แต่ถ้ายังอ้างนั่นอ้างนี่และยืนยันที่จะไม่แสดงตน ให้โทรแจ้ง สน.ท้องที่ทันที เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาตรวจสอบ ซึ่งถ้าเป็นพวกมิจฉาชีพส่วนใหญ่จะกลัวและหนีไปเอง
ในกรณีที่มีการแสดงตนแล้วว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจริง สิ่งที่เราจะต้องเรียกดูลำดับต่อไปคือ หนังสือมอบอำนาจ จะต้องดูโดยละเอียดว่า มอบอำนาจให้บุคคลชื่อใด เช่น นาย ก. เราจะต้องสอบถามกลับไปว่า ใครชื่อ นาย ก. ขอให้แสดงตัว และดูบัตรว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันหรือไม่ ถ้าไม่ใช่ นั่นหมายถึงว่า ไม่มีผู้เสียหาย เรามีสิทธิไม่ให้ตรวจค้นได้ รวมถึงอีกหลักฐานที่สำคัญคือ ใบแจ้งความลงบันทึกประจำวัน เป็นอีกหลักฐานที่เรามีสิทธิจะขอดูได้
นอกจากนี้ พ.ต.ท.เกรียงศักดิ์ ยังเผยเพิ่มเติมอีกว่า ปัจจุบันยอมรับว่า ตำรวจจริงหรือปลอม ค่อนข้างสังเกตได้ยาก เพราะบางคนห้อยบัตรเจ้าพนักงานไว้ก็จริง แต่ไม่แสดงโชว์ หรือตำรวจที่ไม่มีหน้าที่ เช่น ตำรวจธุรการ จะมีหน้าที่เฉพาะธุรการแต่ไม่มีหน้าที่เข้าไปจับลิขสิทธิ์ เป็นต้น ซึ่งตำรวจที่ไม่มีหน้าที่แต่ใช้เครื่องแบบในการร่วมมือกับพวกมิจฉาชีพอ้างเป็นผู้เสียหาย เราจะเรียกตำรวจเหล่านี้ว่า 'นักบิน'จะใช้วิธีการหากินโดยการใช้ใบบันทึกประจำวัน จาก สน. ซีรอกซ์ตัวอักษรเบลอๆ บางครั้งก็เอาหมายค้นในคดีอื่นๆ มาแอบอ้าง ซึ่งเคสลักษณะนี้เกิดขึ้นเยอะมาก อย่างที่เผยแพร่กันในคลิปออนไลน์ก็จะเป็นตำรวจกลุ่มเหล่านี้เพราะฉะนั้นหากประชาชนเจอเคสลักษณะนี้ให้ โทรไปแจ้ง สน.ท้องที่เข้ามาตรวจสอบทันที
      ข่มขู่ รีดไถ หยิบสินค้าไป! พ่อค้าแม่ขาย แจ้งความข้อหากรรโชกทรัพย์ได้
ผู้สื่อข่าวถามต่อไปว่า พฤติการณ์ของพวกมิจฉาชีพที่อ้างตัวเจ้าหน้าที่ตรวจจับสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ ส่วนใหญ่จะพุ่งเป้าไปที่สินค้าประเภทใด?จากคำบอกเล่าของ พ.ต.ท.เกรียงศักดิ์ ระบุว่า เป้าหมายหลักของกลุ่มมิจฉาชีพคือร้านที่กระทำผิดกฎหมายชัดเจน ร้านไหนขายสินค้าถูกกฎหมายก็จะไม่เข้าไปยุ่งโดยพฤติการณ์ของมิจฉาชีพ จะพุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้ค้าที่เป็นคนสูงอายุ ผู้หญิง หรือลูกจ้างต่างด้าวที่เฝ้าร้านอยู่ลำพัง มักจะยกโขยงกันไปเป็นกลุ่มแล้วใช้วิธีล้อมกรอบข่มขู่ให้หวาดกลัว รวมถึงร้านค้าที่ขายสินค้าประเภท ซีดี ดีวีดี ตุ๊กตา เสื้อผ้าสกรีนลายตุ๊กตา และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ นอกจากนี้ ยังมีการอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบ เมื่อทำการยึดสินค้าเสร็จก็จะนัดไปให้โรงพัก แต่แทนที่จะดำเนินคดีตามกฎหมาย กลับเรียกเก็บเงินเพื่อแลกกับการยอมความ

เพราะฉะนั้น ในกรณีที่โดนข่มขู่ รีดไถ และหยิบสินค้าไป โดยที่ยังไม่อนุญาตให้ตรวจค้น กรณีนี้ให้ฝ่ายผู้ค้าสามารถป้องกันโดยการถ่ายคลิปวิดีโอไว้เป็นหลักฐาน และเข้าแจ้งความกับ สน.ท้องที่ ในข้อหากรรโชกทรัพย์ได้ ส่วนเขาจะได้ของไปจริงหรือไม่นั้น ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะเป็นคนพิจารณาข้อเท็จจริงตามกฎหมาย หรือร้องไปที่ศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สายด่วน 1599 

     เจราจายอมความ ต้องกระทำต่อหน้าพนักงานสอบสวน มิใช่เรียกค่าเสียหายในที่ลับ
อย่างไรก็ตาม ต้องทำความเข้าใจด้วยว่า ขั้นตอนการนำจับลิขสิทธิ์ที่ถูกต้อง เมื่อมีการเข้านำจับสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือจะต้องเชิญตัวไปสถานีตำรวจท้องที่ ที่รับเรื่องแจ้งความร้องทุกข์ ซึ่งจะยอมความหรือไม่นั้น ก็ต้องกระทำต่อหน้าพนักงานสอบสวน

จะไม่นำตัวไปสถานที่อื่น หรือบริเวณอื่นๆ เพื่อเจรจาเรียกค่าเสียหาย

มาเฟียหากิน อ้างจับลิขสิทธิ์ เก็บส่วยรายเดือนช่วยคุณได้?

จากสอบถามกับกลุ่มผู้ค้า พบว่า ส่วนใหญ่มีการจ่ายส่วยรายเดือนให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีข้อเท็จจริงแค่ไหน? เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงประเด็นดังกล่าวนี้ พ.ต.ท.เกรียงศักดิ์ ตอบทันทีว่า “ผู้ค้าก็ไม่ต้องจ่าย จะจ่ายไปทำไม เพราะถ้าจ่ายนั่นเท่ากับคุณสมยอม...” ส่วนตัวก็เชื่อเสมอว่ากลุ่มผู้ค้าส่วนใหญ่รู้ดีอยู่แล้วว่า ตัวเองขายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่ เพราะฉะนั้นถ้าไม่จ่ายก็คงไม่มีใครว่าอะไร ซึ่งยอมรับปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นจริง แต่ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่ควบคุมค่อนข้างยาก เพราะเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจเฉพาะบุคคลที่เข้าไปหาผลประโยชน์เหล่านี้ ซึ่งไม่ใช่หน่วย
อย่างไรก็ดี ปัจจุบันผู้บังคับการจึงมีนโยบายว่า ต้องมีการายงานตัวทุกครั้งว่า จะไปปฏิบัติหน้าที่ที่ไหน อย่างไร กับใคร ในส่วนนี้สำหรับตำรวจหน่วยของ ปอศ.ยืนยันว่า การปฏิบัติหน้าที่ชัดเจนว่า ถ้าเมื่อไรเห็นตำรวจ ปอศ. ไปปฏิบัติหน้าที่พื้นที่ใด ขอให้มั่นใจได้ว่า ไปอย่างถูกต้องและผู้บังคับการทราบเรื่องแน่นอนเพราะมีการอนุมัติหมายการปฏิบัติงานแล้วเรียบร้อย 


“เพราะฉะนั้น ณ วันนี้ ยอมรับว่า ปัญหาการนำจับลิขสิทธิ์ที่ไม่ถูกต้องก็ยังมีให้เห็นอยู่ ซึ่งเป็นปัญหาที่แก้ไขยาก เพราะสินค้าเหล่านี้ยังเป็นสินค้าที่เป็นความต้องการของคนในปัจจุบันอยู่ คนส่วนใหญ่ต้องการใช้สินค้าแบรนด์เนม เพื่อแสดงให้รู้ว่าตนเองเป็นคนมีรสนิยม ทันสมัยแต่ไม่มีเงินซื้อของแท้ ฉะนั้น เมื่อไรที่ยังมีกลุ่มคนซื้อ ก็ต้องมีคนขาย จึงกลายเป็นช่องโหว่ให้มิจฉาชีพใช้เป็นช่องทางหากินได้ไม่ยาก แต่ทั้งนี้ สำคัญคือต้องรู้เท่าทันวิธีการของพวกแก๊งเหล่านี้ และรู้ถึงขั้นตอนการนำจับลิขสิทธิ์ที่ถูกต้อง จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อ...”
พ.ต.ท.เกรียงศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย 
ดังนั้น หากประชาชนรู้และเข้าใจถึงขั้นตอนกระบวนการนำจับลิขสิทธิ์ที่ถูกต้องแล้ว... เมื่อไรที่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์จริง ประชาชนก็คงร้อง "อ๋ออออ!" แยกออกได้ว่าบุคคลที่เข้ามาในรูปแบบใดเป็น 'ตำรวจ' หรือ 'มาเฟีย' กันแน่!!! ...


 

ผู้ชม: 1720