บทความ&สาระน่ารู้ / Knowledge
รู้ยัง ! การหลีกเลี่ยงและฉ้อโกงภาษี 10 ล้านบาทขึ้นไปเป็นความผิดร้ายแรงฐานฟอกเงิน[1]
รู้ยัง ! การหลีกเลี่ยงและฉ้อโกงภาษี 10 ล้านบาทขึ้นไปเป็นความผิดร้ายแรงฐานฟอกเงิน

รู้ยัง ! การหลีกเลี่ยงและฉ้อโกงภาษี 10 ล้านบาทขึ้นไปเป็นความผิดร้ายแรงฐานฟอกเงิน[1]
 
          เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2559 ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. เห็นชอบหลักการวาระที่ 1 ของร่าง พ.ร.บ.ประมวลรัษฎากร 189 ต่อ 7 เสียง โดยเป็นการแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกลุ่มความร่วมมือต่อต้านการฟอกเงินเอเชียแปซิฟิก ที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้ง ซึ่งจะต้องกำหนดให้อาชญากรรมเกี่ยวกับภาษีอากรที่มีลักษณะร้ายแรงเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน  โดยมีสาระสำคัญที่แก้ไขในฉบับนี้จึงกำหนดว่า ผู้ที่มีรายได้ 10 ล้านบาทต่อปีขึ้นไป หรือฐานภาษี 15 ล้านบาทต่อปี หรือมีการคืนเงินภาษีตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป หากมีหลักฐานที่เชื่อได้ว่าผู้กระทำความผิดปกปิด ซ่อนเร้น หรือโอนทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด จะผิดทั้งหมดหรือผิดบางส่วน ให้ถือว่าเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ป.ป.ง.และให้เจ้าพนักงานส่งเรื่องไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เพื่อดำเนินคดีต่อไป[2]
          ทันทีที่ข่าวการผ่านร่างกฎหมายดังกล่าวถือว่าได้รับความสนใจของสังคม (คนรวย) ในระดับหนึ่งเพราะถือว่า “คนรวย”เกี่ยวข้องกับข่าวนี้โดยตรง  เป็นที่ทราบกันดีว่าสิ่งที่คนรวยเกรงกลัวและหวาดหวั่นที่สุดคือ การตรวจสอบเกี่ยวกับทรัพย์สินโดยเฉพาะการตรวจสอบจาก  สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือที่เรียกกันติดปากว่า “ปปง.” ดังนั้น ปปง.จึงถึงเป็นเสือร้ายสำหรับคนรวย เพราะเมื่อไหร่ที่ความร่ำรวยนั้น เป็นความรวยแบบไม่รู้เรื่อง คือรวยโดยไม่มีที่มาที่ไปของเงิน ย่อมมีโอกาสถูกตรวจสอบโดย ปปง. ได้ แต่ใช่ว่า ปปง.จะตรวจสอบคนรวยได้ทุกคนเพราะหากทำเช่นนั้นได้ อาจจะเป็นการใช้อำนาจรัฐละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของประชาชนได้ ดังนั้น กฎหมายจึงกำหนดให้มีการจำกัดขอบเขตการใช้อำนาจของ ปปง.คือ การกำหนดว่า มีเหตุกรณีใดบ้างที่  ปปง.จะเข้าไปตรวจสอบทรัพย์สินของคนรวยได้บ้าง  ซึ่งเรามักจะได้ยินตามสื่อต่าง ๆ ว่า “ความผิดมูลฐาน”[3]  นั่นเอง และที่มีการบังคับใช้เป็นข่าวหน้าหนึ่งทางหนังสือพิมพ์อยู่เรื่อย ๆ ก็คือ การตรวจสอบความรวยของ นักค้ายาเสพติด ที่ถูกเจ้าหน้าที่จับกุม ปปง.ดำเนินการยึดทรัพย์เครือข่าย ผู้ค้ายาเสพติด ได้ทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก  จนเป็นที่น่าอิจฉาของสุจริตชนว่า ค้ายาเสพติดรวยได้ขนาดนี้เลยเหรอ
          จากที่กล่าวข้างต้นทำให้อาจเข้าใจว่า หากไม่ทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดก็ยากที่ ปปง.จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับความรวยของเราได้  แต่จากที่รองอธิบดีกรมสรรพากร  แถลงข่าว เมื่อ วันที่ 4 เมษายน 2560  โดยตั้งชื่อเรื่องว่า “การหลีกเลี่ยงและฉ้อโกงภาษี 10 ล้านบาทขึ้นไป เป็นความผิดร้ายแรงฐานฟอกเงิน”  คนรวยที่ฟังข่าวอยู่อาจสะดุ้งว่า “อ้าวเฮ้ย”[4] มันเริ่มเกี่ยวกับการเสียภาษีแล้ว  เพราะสำหรับคนรวยนั้นสิ่งหนึ่งที่เข้าต้องทำคือ การเสียภาษีกับกรมสรรพกรที่ต้องทำทุกปี  แต่จะเสียมากเสียน้อยถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมายหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง  เรื่องนี้จึงเกี่ยวกับคนรวยโดยตรง เพราะการเสียภาษีนั้นถือเป็นหน้าที่  แต่จะเสียมากเสียน้อยนั้นขึ้นอยู่กับรายได้  ดังนั้น การหลีกเลี่ยงและฉ้อโกงภาษี 10 ล้านบาทขึ้นไป นั้นย่อมหนีไม่พ้นการกระทำผิดที่กระทำโดยคนรวยเท่านั้น คนรายได้น้อยไม่มีสิทธินะครับ  ในบทความนี้มุ่งหมายให้ผู้อ่านเข้าใจความเป็นมาและเป็นไป การบังคับใช้กฎหมายนี้พอที่จะให้ปฏิบัติตนเกี่ยวกับความร่ำรวยของตนเองให้ถูกต้อง ดังนี้
 
1. ความเป็นมาของกฎหมาย
 
          ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2559 ได้อนุมัติเห็นชอบร่างกฎหมาย คือร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่..) พ.ศ. (แก้ไขเพิ่มเติมกรณีการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีและฉ้อโกงภาษีตามข้อเสนอ FATF) เสนอโดยกระทรวงการคลัง[5]
          โดยอนุมัติหลักการร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ .. ) พ.ศ. .... (แก้ไขเพิ่มเติมกรณีการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีและฉ้อโกงภาษีตามข้อเสนอ FATF) ซึ่งเสนอโดยกระทรวงการคลัง (กค.) ที่มีสาระสำคัญ กำหนดให้ความผิดเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยง หรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร หรือฉ้อโกงภาษีอากร ให้เป็นมูลฐานความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน อันจะทำให้ "อธิบดีกรมสรรพากร" มีอำนาจออกคำสั่งให้ยึด หรืออายัดทรัพย์สินไว้เป็นการชั่วคราวได้ เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อว่า บุคคลใดกระทำผิดฐานหลีกเลี่ยง หรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษี ภาษีมูลค่าเพิ่ม ขอคืนภาษีอากรอันเป็นเท็จ โดยวิธีการยึดหรืออายัดทรัพย์สินเป็นการชั่วคราวให้เป็นไปตามระเบียบที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ห้ามผู้ใดทำลาย ย้าย ซ่อนเร้น หรือโอนไปให้แก่บุคคลอื่นซึ่งทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัด
          กำหนดให้ "เจ้าพนักงานประเมิน" มีอำนาจประเมินภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อว่า ผู้ใดหลีกเลี่ยงการเสียภาษี มีอำนาจออกคำสั่งเรียกให้ส่งคืนภาษีอากรที่ได้รับคืนไป เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อว่า ผู้ใดขอคืนภาษีอากรอันเป็นเท็จ มีหน้าที่รวบรวมและจัดส่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องไปยังสำนักงาน ปปง. และให้ "สำนักงาน ปปง." จัดส่งบรรดาข้อมูลซึ่งได้มาตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินให้แก่กรมสรรพากร รวมถึงได้กำหนดบทลงโทษกรณีความผิดเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรหรือฉ้อโกงภาษีอากรให้เป็นมูลฐานความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
          จากนั้น ประมาณเดือนสิงหาคม พ.ศ.2559 ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ตรวจพิจารณาร่างกฎหมายแล้วเสร็จ แถลงข่าว เรื่อง รายงานความสำคัญและ ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มีสาระสำคัญว่า [6]
          ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็นการไข เพิ่มเติมประมวลรัษฎากรเพื่อกำหนดให้ความผิดเกี่ยวกับภาษีอากรตามมาตรา 37 มาตรา 37 ทวิ และ มาตรา 90/4 เป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ที่ผู้กระทาความผิดเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรหรือนาส่งภาษีอากร และเป็นความผิดที่เกี่ยวกับเงินได้ พึงประเมินหรือรายได้ตั้งแต่สิบล้านบาทต่อปีภาษีขึ้นไป หรือมูลค่าฐานภาษีตั้งแต่สิบห้าล้านบาทต่อ ปีภาษีขึ้นไป หรือจานวนภาษีที่ขอคืนตั้งแต่หนึ่งล้านบาทขึ้นไป หากปรากฏหลักฐานว่ามีการปกปิด ซ่อนเร้น หรือโอนทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทาความผิดทั้งหมดหรือบางส่วน ให้ถือว่าความผิดดังกล่าว เป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินด้วย และให้เจ้าพนักงาน ประเมินส่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องไปยังสานักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินดำเนินการต่อไป
          โดยประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวคือ การแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลรัษฎากรโดยกำหนดให้ความผิดเกี่ยวกับภาษีอากรตามมาตรา 37 มาตรา 37 ทวิ และมาตรา 90/4 เป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน จะส่งผลให้ ประเทศไทยได้รับการยอมรับจากนานาประเทศในด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและเป็น การปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศ ทั้งยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการป้องกันและปราบปรามการหลีกเลี่ยงภาษีและการฉ้อโกงภาษีอากรที่มีลักษณะเป็นอาชญากรรมร้ายแรง
          จนในที่สุด วันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2560 ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 45) พ.ศ.2560[7] มีรายละเอียด ดังต่อไปนี้
          มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 45) พ.ศ.2560
          มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
          มาตรา 3 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา 37 ตรี ในส่วน 3 บทกำหนดโทษ ของหมวด 2 วิธีการเกี่ยวแก่ภาษีอากรประเมิน ของลักษณะ 2 ภาษีอากรฝ่ายสรรพากร แห่งประมวลรัษฎากร
          มาตรา 37 ตรี ความผิดตามมาตรา 37 มาตรา 37 ทวิ หรือมาตรา 90/4 ที่ผู้กระทำความผิดเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรหรือนำส่งภาษีอากร และเป็นความผิดที่เกี่ยวกับจำนวน ภาษีอากรที่หลีกเลี่ยงหรือฉ้อโกงตั้งแต่สิบล้านบาทต่อปีภาษีขึ้นไป หรือจำนวนภาษีอากรที่ขอคืนโดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใดทำนองเดียวกัน ตั้งแต่สองล้านบาทต่อปีภาษีขึ้นไป และผู้มีหน้าที่ เสียภาษีอากรหรือนำส่งภาษีอากรดังกล่าวได้กระทำในลักษณะที่เป็นกระบวนการหรือเป็นเครือข่าย โดยสร้างธุรกรรมอันเป็นเท็จหรือปกปิดเงินได้พึงประเมินหรือรายได้ เพื่อหลีกเลี่ยงหรือฉ้อโกงภาษีอากร และมีพฤติกรรมปกปิดหรือซ่อนเร้นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเพื่อมิให้ติดตามทรัพย์สินนั้นได้ ให้ถือว่าความผิดดังกล่าวเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เมื่ออธิบดีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองความผิดทางภาษีอากรที่เข้าข่าย ความผิดมูลฐานส่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินแล้ว ให้ดำเนินการ ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินต่อไป คณะกรรมการตามวรรคหนึ่งประกอบด้วยอธิบดี รองอธิบดีและที่ปรึกษากรมสรรพากรทุกคน
          ทั้งนี้ เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากประเทศไทยในฐานะสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้ง Asia Pacific Group on Money Laundering (APG) มีเหตุผลความจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับ (Terms of References) ที่กำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องปฏิบัติตามข้อแนะนำของ Financial Action Task Force (FATF) ในการกำหนดให้อาชญากรรมเกี่ยวกับภาษีอากรที่มีลักษณะร้ายแรงเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและเพื่อให้เป็นไปตามเหตุผลดังกล่าว อีกทั้งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ในการปราบปรามการหลีกเลี่ยงและการฉ้อโกงภาษีอากร สมควรกำหนดให้การกระทำความผิดเกี่ยวกับ การหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีอากรและการฉ้อโกงภาษีอากรที่มีลักษณะเป็นอาชญากรรมร้ายแรง เป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
 
2. องค์ประกอบการกระทำความผิด
 
          เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2560 นายสมชาย แสงรัตนมณีเดช รองอธิบดีกรมสรรพากร รักษาการในตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้าน ยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี ในฐานะโฆษกกรมสรรพากร  แถลงข่าวที่กรมสรรพากร ตามที่รัฐบาลได้มีมาตรการลงโทษผู้หลีกเลี่ยงการเสียภาษีและฉ้อโกงภาษีตามข้อเสนอของ Financial Action Task Force (FATF) โดยมีการตราพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 45) พ.ศ. 2560 กำหนดให้ผู้หลีกเลี่ยงหรือฉ้อโกงภาษี หรือขอคืนภาษีโดยความเท็จ เป็นการกระทำความผิดร้ายแรง และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2560 [8] โดยมีสาระสำคัญว่า
           เนื่องจากประเทศไทยเป็นสมาชิกในกลุ่ม ความร่วมมือ เพื่อต่อต้านการฟอกเงินเอเชียแปซิฟิค (Asia Pacific Group on Money Laundering (APG)) มีความจำเป็นที่ต้องปฏิบัติตามข้อแนะนำของ FATF ในการกำหนดให้อาชญากรรมเกี่ยวกับภาษีอากรที่มีลักษณะ ร้ายแรงเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งมีองค์ประกอบดังนี้
          1. เป็นผู้กระทำความผิดตามมาตรา 37 มาตรา 37 ทวิ และมาตรา 90/4 แห่งประมวลรัษฎากร
          2. หลีกเลี่ยงภาษีอากร ฉ้อโกงภาษีอากร เป็นจานวนตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป หรือขอคืนภาษีอากรโดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นทานองเดียวกัน ตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป
          3. กระทำในลักษณะกระบวนการ หรือเป็นเครือข่าย โดยสร้างธุรกรรมอันเป็นเท็จหรือปกปิด รายได้เพื่อหลีกเลี่ยงหรือฉ้อโกงภาษี และ
          4. มีพฤติกรรมปกปิดหรือซ่อนเร้นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเพื่อมิให้ติดตามทรัพย์สินนั้นได้
          เมื่อเข้าองค์ประกอบทั้ง 4 ประการข้างต้น ให้ถือว่าความผิดดังกล่าวเป็นความผิดมูลฐาน ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งกรมสรรพากรจะส่งข้อมูลให้สำนักงานป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงินดาเนินการตามกฎหมายต่อไป
 
3. ความคาดหวังจากการบังคับใช้กฎหมาย
 
          ก่อนที่จะมีการประกาศใช้กฎหมายนี้  กฎหมายปัจจุบันของกรมสรรพากรไม่ครอบคลุมไปถึงเรื่องการยึดทรัพย์ แต่จะใช้วิธีการตรวจสอบจากหลักฐานและเอกสารต่าง ๆ แล้วส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ตำรวจ หรือ ปปง. ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป แต่การแก้ไขกฎหมายใหม่ในครั้งนี้ อธิบดีกรมสรรพากรจะมีอำนาจในการยึดทรัพย์ชั่วคราวได้ทันที หากมีรายงานชัดเจนว่ามีการกระทำความผิดทางภาษี โดยฐานความผิดของภาษีของกรมสรรพากรจะอิงกับฐานความผิดของ ปปง.ซึ่งมีทั้งหมด 8 เรื่อง 23 ฐานความผิดคือ
          1. ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด 2. ความผิดเกี่ยวกับเพศ (เช่น การค้าประเวณีหญิงและเด็ก) 
3.ความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน 4.ความผิดเกี่ยวกับการยักยอกหรือการฉ้อโกงทางธุรกิจในสถาบันการเงิน 5.ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ 6.ความผิดเกี่ยวกับการกรรโชกหรือรีดทรัพย์ 7.ความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากร และ 8.ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา
          สำหรับขั้นตอนและกระบวนการตรวจสอบของกรมสรรพากรในช่วงระยะเวลา 90 วันที่อยู่ในระหว่างการยึดทรัพย์นั้น กรมสรรพากรจะเปิดโอกาสให้ผู้ที่ถูกยึดทรัพย์นำเอกสารและหลักฐานต่าง ๆ มาชี้แจงข้อกล่าวหา และหากพบการกระทำความผิดจริงก็จะดำเนินการยึดทรัพย์และถูกลงโทษตามกฎหมายทั้งในส่วนของกฎหมายสรรพากร และกฎหมายของ ปปง.ซึ่งถือเป็นการกระทำความผิดที่ร้ายแรง
          ส่วนการกระทำความผิดที่เข้าข่ายถูกยึดทรัพย์นั้น กรมสรรพากรจะพิจารณาจากฝั่งรายได้ของรัฐที่เสียหายเป็นหลัก ซึ่งมีทั้งหมด 3 ด้านคือ 1.การคืนเงินภาษีที่ไม่ถูกต้องมูลค่าเกินกว่า 1 ล้านบาท เช่น การขอคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีเงินได้นิติบุคคล 2.การหลีกเลี่ยงภาษี เช่น จ่ายภาษีไม่ครบ หรือหักรายจ่ายออกจากรายได้เป็นเท็จ มูลค่าเกินกว่า 10 ล้านบาท และ 3.โกงภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) เกินกว่า 15 ล้านบาท ทั้งซื้อและขายใบกำกับภาษีปลอม
          นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่ากฎหมายนี้  จะส่งผลให้การทำงานของกรมสรรพากรมีความรวดเร็วและเข้มข้นมากขึ้น เพราะที่ผ่านมา เมื่อจับกุมผู้กระทำความผิดได้แล้ว กรมสรรพากรไม่มีอำนาจในการยึดทรัพย์ได้ทันที เพราะต้องเปิดโอกาสให้ผู้ต้องหาชี้แจงข้อกล่าวหาต่าง ๆ ซึ่งในขั้นตอนนี้ จะใช้ระยะเวลาในการพิจารณานานหลายปี ทำให้ทรัพย์สินที่เกิดจากการโกงในรูปแบบต่าง ๆ หายไปอย่างไร้ร่องรอยหรือตามยึดมาได้ก็ไม่ครบถ้วน แต่กฎหมายใหม่จะเปิดโอกาสให้กรมสรรพากรสามารถอายัดทรัพย์เป็นการชั่วคราวได้ทันที ซึ่งจะป้องกันการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินได้อย่างแน่นอน
          กรมสรรพากรจะใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดสำหรับผู้กระทำความผิด เพราะในช่วงที่ผ่านมาคนที่โกงภาษีมักจะทำเป็นขบวนการ ไม่ใช่คนทั่วไปที่จะสามารถทำได้ ดังนั้น คดีความใหญ่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเม็ดเงินจำนวนมาก เช่น คดีโกงภาษีแวต จากการส่งออกเหล็กมูลค่าหลายพันล้านบาท มีผู้ต้องหาที่จับกุมมาได้หลายสิบคน แต่การติดตามทรัพย์สินกลับคืนมาได้เพียงพันกว่าล้านบาท ดังนั้น การยึดทรัพย์ชั่วคราวจึงถือเป็นการป้องกันการถ่ายเททรัพย์เพื่อรอการตรวจสอบให้ชัดเจน[9]
          จากที่ฟังท่านอธิบดีกรมสรรพากรอธิบายสรรพคุณของกฎหมายฉบับนี้แล้ว  ทำให้เห็นว่าภาพว่า เมื่อกฎหมายนี้ประกาศใช้เราจะได้เห็นข่าวการจับกุมเครือข่ายบุคคลที่โกงภาษีของประเทศ  และใช้กฎหมายฟอกเงินยึดทรัพย์สินที่เกิดจากการกระทำความผิดดังกล่าวกลับเข้ามาพัฒนาประเทศต่อไป
 
4. บทสรุป
 
          ความเจริญก้าวหน้าของประเทศ (เป็นสิ่งที่คนไทยคาดหวัง) จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากประชาชน  และความร่วมมือจากประชาชนที่เป็นรูปธรรมที่สุดอย่างหนึ่ง คือการปฏิบัติตามหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด เมื่อปฏิบัติตามหน้าที่แล้วจะนำมาสู่สิทธิโดยชอบธรรมในการเรียกร้องสิทธิต่าง ๆ อันพึงมีพึงได้ตามกฎหมาย  นานาอารยประเทศที่ได้ชื่อว่า “ประเทศพัฒนาแล้ว”  กำหนดหน้าที่สำคัญประการหนึ่งของประชาชน คือการเสียภาษีตามที่กฎหมายกำหนด และภาษีนั้นจะถูกนำไปใช้เพื่อตอบแทนผู้เสียภาษีในรูปแบบของ บริการสาธารณะ สวัสดิการต่าง ๆ อันเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงคุณภาพชีวิตของประชาชนในประเทศนั้น ๆ
          เมื่อประชาชนมีหน้าที่ต้องเสียภาษีให้แก่รัฐตามความสามารถในการหารายได้ตามที่กฎหมายกำหนด โดยปกติเมื่อไม่เสียภาษีหรือเสียไม่ถูกต้องครบถ้วน รัฐจะมีมาตรการทั้งทางแพ่งและทางอาญาเพื่อบังคับให้ประชาชนดำเนินการเสียภาษีให้ถูกต้อง จากหลักการข้างต้นเห็นได้ว่า  หลักเกณฑ์การเสียภาษีถือเป็นความเท่าเทียมกันอย่างหนึ่งของคนในสังคม คนที่มีรายได้มากย่อมมีหน้าที่เสียภาษีให้แก่รัฐมากกว่าคนที่มีรายได้น้อย เพราะคนที่มีรายได้มากกว่าถือว่าได้ใช้ทรัพยากรของประเทศในการหารายได้ให้กับตนเองมากกว่าคนที่มีรายได้น้อย จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีที่มากกว่าเพื่อที่จะนำเงินนั้นกลับมาเฉลี่ยคืนให้กับผู้มีรายได้น้อยกว่าในรูปแบบของ บริการสาธารณะ หรือสวัสดิการต่าง ๆ แต่เกี่ยวกับการเสียภาษีให้กับรัฐนั้น  เมื่อมีบุคคลใดในสังคมเอาเปรียบบุคคลอื่นโดยการหลีกเลี่ยงการเสียภาษี โดยมีพฤติการณ์เป็นการกระทำโดยเจตนาโกงภาษี จนทำให้ตนเองร่ำรวยและยังมีการปิดบังซ่อนเร้นทรัพย์สินเพื่อมิให้รัฐสามารถติดตามยึดเอาทรัพย์สินดังกล่าวกลับมาเป็นของรัฐได้  มาตรการตามกฎหมายปกติย่อมไม่สามารถบังคับกับบุคคลเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากปล่อยไว้ย่อมส่งผลต่อจิตสำนึกของของประชาชนในสังคมเกี่ยวกับหน้าที่การชำระภาษีให้แก่รัฐ มาตรการตามกฎหมายฟอกเงินจึงเป็นทางเลือกเหมาะสมเพื่อปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับภาษีอากร
          ดังนั้น เห็นได้ว่าจากมาตรการทางกฎหมาย ที่แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 45) พ.ศ.2560 นั้นมีวัตถุประสงค์ เพื่อดำเนินการกับกลุ่มบุคคลที่โกงภาษีโดยกระทำความผิดเป็นขบวนการเกี่ยวข้องกับเงินจำนวนมาก เช่น คดีโกงภาษีแวต จากการส่งออกเหล็กมูลค่าหลายพันล้านบาท  หากสามารถปราบปรามผู้กระทำความผิดเหล่านี้ได้ จะสามารถนำเงินที่เกิดจากการโกงภาษีดังกล่าวมาพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าขึ้นได้ แต่เป็นที่ทราบดีและน่าเป็นห่วงว่า การกระทำความผิดเกี่ยวกับการโกงภาษีย่อมมีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกระทำความผิดเป็นกระบวนการ ซึ่งบุคคลเหล่านั้นอาจเป็น บุคคลที่มีศักยภาพทางการเงิน ผู้ทรงอิทธิพล หรือบุคคลมีชื่อเสียง  การบังคับใช้กฎหมายกับบุคคลเหล่านี้ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต้องมีความกล้าหาญไม่เกรงกลัวต่อสถานะทางสังคมของกลุ่มบุคคลเหล่านั้น และที่สำคัญที่สุดคือต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตไม่เห็นแก่ผลประโยชน์ที่อาจจะได้รับ อันเกิดจากการละเว้นการปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ  ไม่เช่นนั้นแล้วต่อให้ประเทศไทยมีการแก้ไขกฎหมายให้ดีเลิศแค่ไหน หากไม่สามารถบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (เช่นกฎหมายจราจร) ย่อมไม่อาจทำให้ประเทศพัฒนาขึ้นได้ ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการประกาศใช้กฎหมายฉบับนี้จะนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บภาษีของหน่วยงานรัฐ และเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนเห็นว่า การเสียภาษีเป็นหน้าที่ที่สำคัญ หากไม่ทำเป็นความผิด และอาจถูกยึดทรัพย์ได้ อันจะส่งผลให้รัฐสามารถเก็บภาษีมาเพื่อพัฒนาประเทศและประชาชนจะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นต่อไป หากต่อไปในอนาคตมีคดีสำคัญที่เป็นตัวอย่างการบังคับใช้กฎหมายนี้ที่เป็นรูปธรรมตามเจตนารมณ์ ผู้เขียนจะได้นำมาเสนอต่อไป
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
[1] ผู้เขียน พ.ต.ต.สัมฤทธิ์  พรมเคน ( สว (.สอบสวน) กก.2 บก.ปอศ. ) , น.บ. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , น.ม.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , เนติบัณฑิตไทย
[2] สนช.เห็นชอบแก้ไข พ.ร.บ.ประมวลรัษฎากร , ที่มา http://www.krobkruakao.com/ข่าวการเมือง/29862/สนช-เห็นชอบแก้ไข-พ-ร-บ-ประมวลรัษฎากร.html , 17 พ.ย. 59
[3] มาตรา 3 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542
[4] ประโยคหนึ่งจากเพลงฮิตของวัยรุ่นยุคนี้ พ.ศ. 2559- พ.ศ.2560
[5] เปิดร่างกฎหมายฟอกเงิน ครม.ไฟเขียว 2 ฉบับรวดหวั่นขึ้นบัญชีดำ , ที่มา หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,153 วันที่ 1 - 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ,http://www.thansettakij.com/content/48865  10 เม.ย.2560
[6] ข่าวสานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจาก ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....,  ที่มา http://web.krisdika.go.th/data/outsitedata/cosok/file/31.08.59-1.pdf
[7]ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 134 ตอนที่ 37 ก 1 เมษายน 2560 เผยแพร่ พระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 45) พ.ศ.2560
 
[8] กรมสรรพากร เลขที่ข่าว ปชส. 16/2560 เรื่อง การหลีกเลี่ยงและฉ้อโกงภาษี 10 ล้านบาทขึ้นไปเป็นความผิดร้ายแรงฐานฟอกเงิน , ที่มา http://www.rd.go.th/publish/fileadmin/user_upload/news/news16_2560.pdf ,วันที่แถลงข่าว 4 เมษายน 2560
 
 
 
[9] สรรพากรเชือดโกงภาษี สั่งไล่ล่า-ยึดทรัพย์ปราบขบวนการทุจริต
 ที่มา : ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2559 ,ที่มา http://www.transparency-thailand.org/thai/index.php/sample-sites-2/747-2016-04-29-02-56-13
 

เมื่อ : 29 พ.ค. 2560 - 13:03:40 น.    จำนวนผู้เข้าอ่าน : 2325 ครั้ง