บทความ&สาระน่ารู้ / Knowledge
!!!!..ปฎิบัติหน้าที่อย่างมีสติ..!!!!!
ผกก.๓ บก.ปอศ. เยี่ยมตำรวจ สน.หัวหมาก สอบถามข้อมูลปัญหา ข้อขัดข้องในการบังคับใช้กฎหมาย กรณีตำรวจ สน.หัวหมาก จับคนเก็บของเก่านำแผ่น ซีดี มาวางขาย แต่สื่อมวลชนสนข่าวทำนองว่าตำรวจกลั่นแกล้งคนจน ทำให้ภาพลักษณ์ของตำรวจเสียหาย ทั้งที่ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย

                     เมื่อประมาณปี พ.ศ.2551 กรณีที่  นายสุรัตน์   มณีนพรัตน์สุดา ผู้ต้องหา ที่ถูก ตร.ฝ่ายสืบสวน สน.หัวหมาก จับกุมตัวในข้อหา ประกอบกิจการ ขายซีดีโดยไม่ได้รับอนุญาตโดยนายสุรัตน์ฯ ผู้ต้องหาอ้างว่าได้ถูกตำรวจชุดจับกุมยัดซีดีบ้าง ตนเองเอาซีดีเพลงที่เก็บจากกองขยะมาจำหน่ายบ้าง
                   ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 10 กรกฎาคม 2556 ที่ห้องพิจารณา 915 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ลงโทษปรับ   นายสุรัตน์ มณีนพรัตน์สุดา อายุ 26 ปี ลูกจ้างประจำงานเก็บขยะมูลฝอย เขตสะพานสูง กทม. จำเลยในความผิดฐานมีแผ่นซีดีเพลง, ภาพยนตร์เพื่อเสนอจำหน่าย โดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดีทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 38 วรรค 1 เป็นเงินจำนวน 200,000 บาท 
ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้วเห็นว่า จำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลสืบพยานเกี่ยวกับของกลางในคดีตามบันทึกจับกุมว่าเป็นของกลางที่ตรงกับของจำเลยหรือไม่นั้น เห็นว่าคดีนี้มีการต่อสู้และศาลชั้นต้นได้มีคำวินิจฉัย ซึ่งตามบันทึกจับกุม จำเลยได้ลงลายมือชื่อรับไว้และภายหลังจับกุม จำเลยได้ให้บุคคลใกล้ชิดตรวจดูของกลาง ก็มีการเซ็นชื่อรับไว้เช่นกัน ขณะที่ ในการสืบพยานจำเลยก็ไม่ได้นำพยานซึ่งเป็นบุคคลใกล้ชิดมาเบิกความต่อสู้ประเด็นดังกล่าว ศาลเชื่อว่าของกลางตามบันทึกจับกุมเป็นของจำเลยจริง ศาลอุทธรณ์จึงไม่วินิจฉัยเพื่อสืบพยานใหม่  
 
สำหรับที่จำเลยอุทธรณ์ต่อสู้ว่า ไม่ใช่ผู้ประกอบการ ตามความหมายของ พ.ร.บ.ภาพยนตร์ฯ แต่เป็นเพียงผู้เสนอขาย จึงไม่ต้องรับโทษตามมาตรา 38 วรรค 1 นั้น ศาลเห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าสภาพของกลางแผ่นซีดีเพลง วีซีดีภาพยนตร์ มีแผ่นปกระบุรายละเอียดชื่อภาพยนตร์ ชื่อนักแสดงไว้ชัดเจน และแผ่นพลาสติกใสห่อหุ้มแผ่นซีดี และวีซีดีในสภาพเรียบร้อย ไม่น่าเชื่อว่าเป็นแผ่นซีดีที่เก็บได้จากกองขยะ แต่เป็นแผ่นที่ได้มาจากแหล่งผลิตแล้วจำเลยนำมาวางจำหน่าย ซึ่งตามบันทึกการจับกุมก็มีการทดลองเปิดแผ่นดู พบว่าสามารถรับชมรับฟังได้ แม้จะวางปนเปกับสินค้าอื่นๆ แต่ก็ฟังได้ว่าเป็นจำเลยเป็นผู้จำหน่าย ผู้ประกอบการ ตามความหมายในมาตรา 38 วรรค 1 ที่จำเลยต่อสู้ว่าโทษปรับสูงเกินไป เห็นว่า มาตรา 79 ของกฎหมายนี้ มีโทษปรับตั้งแต่ 2 แสนบาทถึง 1 ล้านบาท โดยศาลชั้นต้นลงโทษปรับ 2 แสนบาท และลดอัตราส่วนโทษให้ก็นับว่าลงโทษสถานเบาที่สุดแล้ว ศาลอุทธรณ์ไม่อาจลงโทษเป็นอย่างอื่นได้ อุทธรณ์จำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน
                   จะเห็นได้ว่าคดีนี้ศาลได้พิพากษาไปอย่างละเอียดรอบคอบในทุกประเด็น อย่างถูกต้องแล้ว และตอบข้อโต้แย้งของจำเลยได้อย่างชัดเจน แต่คดีนี้ตำรวจไทยได้ตกเป็นจำเลยของสังคมอย่างชัดเจนเช่นกันไปแล้ว แม้ว่าจะกระทำไปตามอำนาจหน้าที่ที่ถูกต้องก็ตาม ทาง   พ.ต.อ.ชัยวัฒน์ ศรีอัศวอมร ผกก.3 บก.ปอศ. จึงได้เดินทางไปพบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนชุดจับกุมที่ สน.หัวหมาก รับฟังข้อเท็จจริง รับฟังสภาพปัญหา เพื่อค้นหาความจริงที่เกิดขึ้น จึงได้ทราบว่าภาพเหตุการณ์การจับกุมมิได้มีการกลั่นแกล้งหรือยัดเยียดข้อกล่าวหาแต่อย่างใด บันทึกการจับกุมก็ปรากฏลายมือชื่อของผู้ต้องหาอย่างชัดเจน และซีดีของกลางก็เป็นซีดีใหม่ แต่ปัญหาก็คือตำรวจชุดจับกุมขาดการประชาสัมพันธ์ในมุมของตำรวจ หรือการตอบโต้ข่าว ซึ่งเรียกว่า  INFORMATION OPERATION (IO) หรือการปฏิบัติการเชิงสารสนเทศ
จึงทำให้ตกเป็นจำเลยสังคม 
 

 
พ.ต.อ. ชัยวัฒน์ ศรีอัศวอมร ผกก.3 บก.ปอศ จึงได้หยิบยกเรื่องดังกล่าวมาเป็นกรณีศึกษา หรืออุทาหรณ์ มาเตือนสติเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปอศ. ที่ปฏิบัติหน้าที่ทุกท่าน ให้เพิ่มความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ให้มากขึ้น และใช้การปฏิบัติการเชิงสารสนเทศ หรือ
IO ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อหน่วยงาน และภาพลักษณ์ที่ดีของสำนักงานตำรวจแห่งชาติต่อไป. 

 

 

 

เมื่อ : 28 ก.พ. 2556 - 14:39:08 น.    จำนวนผู้เข้าอ่าน : 4800 ครั้ง