บทความ&สาระน่ารู้ / Knowledge
สิทธิประโยชน์เขตการค้าเสรี
ความตกลงเปิดเขตการค้าเสรี มีทั้งแบบพหุภาคี และแบบทวิภาคี โดยเหตุทีการเจรจาความตกลงแบบพหุภาคีประกอบด้วยสมาชิกหลายประเทศ ให้ได้ข้อยุติเป็นเอกฉันท์ ต้องใช้เวลาเจรจายาวนาน และบางครั้งไม่สามารถหาข้อยุติที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายได้หลายประเทศจึงเลือกเจรจาแบบทวิภาคี ซึ่งประกอบด้วยสองประเทศคู่สัญญา สามารถตกลงหาข้อยุติได้ง่ายกว่า สำหรับการได้รับสิทธิประโยชน์ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์การยกเว้นอากรและลดอัตราอากรสำหรับของนำเข้าตามข้อตกลงเขตการค้าเสรี ดังนี้

สิทธิประโยชน์เขตการค้าเสรี
          ความตกลงเปิดเขตการค้าเสรี มีทั้งแบบพหุภาคี และแบบทวิภาคี โดยเหตุทีการเจรจาความตกลงแบบพหุภาคีประกอบด้วยสมาชิกหลายประเทศ ให้ได้ข้อยุติเป็นเอกฉันท์ ต้องใช้เวลาเจรจายาวนาน และบางครั้งไม่สามารถหาข้อยุติที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายได้หลายประเทศจึงเลือกเจรจาแบบทวิภาคี ซึ่งประกอบด้วยสองประเทศคู่สัญญา สามารถตกลงหาข้อยุติได้ง่ายกว่า สำหรับการได้รับสิทธิประโยชน์ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์การยกเว้นอากรและลดอัตราอากรสำหรับของนำเข้าตามข้อตกลงเขตการค้าเสรี ดังนี้
1.กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า (RULES OF ORIGIN:ROO)
          กฎเกณฑ์ที่กำหนดขึ้นมา เพื่อใช้กำหนดสัญชาติที่แท้จริงของสินค้า ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในกฎทางการค้า เนื่องจากสามารถนำมาใช้เป็นนโยบายเพื่อกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศผู้ส่งออก อาทิ การกำหนดโควตา อัตราภาษีพิเศษ มาตรการป้องกันการทุ่มตลาดได้ อีกทั้ง โลกาภิวัฒน์ และกระบวนการผลิตซึ่งมีการส่งผ่านหลายประเทศก่อนจะเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป ก็ยิ่งทำให้ กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าทวีความซับซ้อนมากขึ้น รัฐบาลของแต่ละประเทศมีแนวปฏิบัติในเรื่องแหล่งกำเนิดสินค้าที่แตกต่างกันออกไป แต่มีบางหลักเกณฑ์และเงื่อนไขซึ่งเป็นที่ยอมรับทั่วไป อาทิ รัฐบาลบางประเทศนำหลักเกณฑ์เรื่องการเปลี่ยนแปลงประเภทพิกัดอัตราศุลกากรมาใช้ บางประเทศนำเรื่องการเปลี่ยนแปลงอัตราส่วนของแหล่งกำเนิดวัตถุดิบบางประเทศนำเรื่องความซับซ้อนของกระบวนการผลิต มาเป็นหลักเกณฑ์ในการกำหนดแหล่งกำเนิดสินค้า ในโลกยุคโลกาภิวัฒน์ การประสานความร่วมมือกันถือเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง เพื่อให้มีการนำวิธีปฏิบัติที่สอดคล้องกันมาใช้
          กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า คือ สัญชาติทางเศรษฐกิจของสินค้าในทางการค้าระหว่างประเทศ จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
          1.1กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าที่ใช้เป็นการทั่วไป(NONPREFERENTIALRULES OF ORIGIN)เพื่อกำหนดมาตรการทางการค้า อาทิ มาตรการป้องกันการทุ่มตลาด การกำหนดปริมาณ การกำหนดโควตา ฯลฯ และยังใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางข้อมูลสถิติ
          1.2 กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดที่ใช้เฉพาะภูมิภาค (PREFERENTIAL RULES OFORIGIN)มีประโยชน์สำหรับการค้าระหว่างประเทศคู่ค้า ซึ่งมีการลดอัตราภาษี หรือกำหนดอัตราภาษีไว้เป็นศูนย์
          กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้านำไปใช้ดังนี้
                   - เพื่อกำหนดมาตรการและนโยบายทางการค้า อาทิ มาตรการป้องกันการทุ่มตลาด และมาตรการปกป้องภาคเศรษฐกิจที่มีความอ่อนไหว
                   - เพื่อพิจารณาสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ในการนำเข้า
                   - เพื่อประโยชน์ในด้านสถิติ
                   - เพื่อประโยชน์ในการกำหนดเครื่องหมายเลขหมายหีบห่อ
                   - เพื่อประโยชน์ของภาครัฐในการจัดซื้อจัดจ้าง
 
2.บทบาทของกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าในประเทศไทย
          ประเทศไทยไม่มีกฎหมาย ระเบียบ วิธีพิจารณา ที่ระบุเรื่องดังกล่าวเป็นการเฉพาะ จึงได้นำกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดที่ใช้เฉพาะภูมิภาคมาใช้ ซึ่งเป็น PREFERNTIALRULES GLOBAL SYSTEM OF TRADE PREFERENCES (GSTP)ระบุอยู่ในภาค 2 ของข้อตกลง GSTPโดยสรุปคือ การนำเข้าจากประเทศ ASEANจะใช้กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าของ ASEAN  CEPT SCHEMEใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (CERTIFICATE OF ORIGIN)จำเป็นต้องใช้สำหรับรับรองตาม GSTPหรือ ASEAN PREFERENTIAL IMPORTS PREFERENTIALRULES OF ORIGINแตกต่างกันไปตามข้อตกลงว่าด้วยเขตการค้าเสรีแต่ละฉบับ สำหรับข้อตกลงทวิภาคี อาทิ TAFTAและ TNZFTA ระบุไว้ใน มาตรา 4 ของข้อตกลงใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าจำเป็นต้องใช้สำหรับ TAFTAแต่การรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าของ TNZFTAสามารถกำหนดได้ในบัญชีราคาสินค้า (INVOICE)หรือเอกสารอ้างอิงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสินค้า
          ส่วนกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า สำนักพิกัดอัตราศุลกากร กรมศุลกากรเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการประสานความร่วมมือ การพัฒนา ตลอดจนการทำความเข้าใจ ทั้งกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าแบบ NON-PREFERENTIALและ PREFERENTIAL
3.หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (CERTIFICATE OF ORIGIN:CO)
          คือเอกสารที่ออกโดยหน่วยงานที่มีอำนาจตามที่ระบุไว้ในแต่ละความตกลงของประเทศสมาชิดภาคีผู้ส่งออก(ผู้ผลิต)เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันการได้ถิ่นกำเนิดของสินค้าที่ส่งมาจากประเทศสมาชิกภาคีผู้ส่งออก(ผู้ผลิต)ซึ่งจะนำมาใช้เป็นหลักฐานเพื่อขอรับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรในประเทศสมาชิกภาคีผู้นำเข้า ผู้ยื่นจึงควรตรวจสอบความถูกต้องของหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าตามเงื่อนไขที่แตกต่างกันไปตามข้อตกลงของเขตการค้าเสรีแต่ละฉบับ ก่อนนำมาแสดงต่อกรมศุลกากร
4.ประเภทของหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า
          หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าสามารถจำแนกออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าทั่วไป (ORDINARYCERTIFICATE OF ORIGIN)และหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าแบบพิเศษ (PREFERENTIAL CERTIFICATE OF ORIGIN)
          4.1 หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าทั่วไป (ORDINARY CERTIFICATE OFORIGIN)คือเอกสารที่ใช้เพื่อยืนยันกับผู้ซื้อว่าสินค้าที่ส่งออกไปนั้น ประกอบด้วยวัตถุดิบภายในประเทศ มีการผลิต หรือผ่านขั้นตอนกระบวนการผลิตภายในประเทศไทย
          4.2หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าแบบพิเศษ(PREFERENTIAL CERTIFICATE OFORIGIN)คือเอกสารที่ใช้เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันได้ โดยทำให้ผู้ซื้อสามารถมีสิทธิพิเศษทางภาษีอากรในการนำเข้าสินค้านั้นๆตามหลัก เกณฑ์เงื่อนไขของแต่ละความตกลง ดังนี้
                   (1) ฟอร์ม A (CERTIFICATE OF ORIGIN FORM A)
ออกให้สำหรับสินค้านำเข้าที่ได้สิทธิ์ อัตราภาษีพิเศษ ตามเงื่อนไข GSPที่อนุญาตโดยกลุ่มประเทศ และประเทศต่าง ๆ อาทิ สหภาพยุโรป (EU),สวิตเซอร์แลนด์,ญี่ปุ่น,แคนาดา,นอร์เวย์ เป็นต้น
                   (2) ฟอร์ม FTA (CERTIFICATE OF ORIGIN FORM FTA)
                   ออกให้สำหรับสินค้านำเข้าที่ได้สิทธิพิเศษทางภาษีอากรตามเงื่อนไขของข้อตกลงเขตการค้าเสรี โดยมีชื่อเรียกเฉพาะ ดังนี้
                    เขตการค้าเสรีอาเซียน หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า เรียกว่า ฟอร์ม D
                    เขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า เรียกว่า ฟอร์ม E
                    เขตการค้าเสรีอาเซียน-ญี่ปุ่น หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า เรียกว่า ฟอร์ม AJ
                    สำหรับการค้าเสรีไทย-นิวซีแลนด์ไม่ต้องนำหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดมาแสดงแต่ให้รับรองการได้ถิ่นกำเนิดของสินค้าในบัญชีราคาสินค้า (INVOICE)หรือเอกสารกำกับสินค้าอื่นใด
                   (3) ฟอร์ม GSTP (CERTIFICATE OF ORIGIN FORM GSTP)
                   ออกให้สำหรับสินค้านำเข้าที่ได้สิทธิพิเศษทางภาษีอากรตาม จาก 40 ประเทศกำลังพัฒนา อาทิ แอลจีเรีย,อาร์เจนตินา,บังคลาเทศ,โบลิเวีย,บราซิล,แคเมอรูน,ชิลี และคิวบา เป็นต้น
                   (4)ฟอร์ม AISP (CERTIFICATE OF ORIGIN FORM FTA AISP)
กัมพูชา ลาว พม่าเป็นผู้ออกฟอร์มนี้ เพื่อขอรับสิทธิพิเศษทางภาษีอากรสำหรับสินค้าที่นำเข้าประเทศไทย
5 การขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า
          กรมศุลกากรไม่ได้เป็นหน่วยงานของรัฐที่ออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า สำหรับผู้ที่ต้องการขอหนังสือดังกล่าว สามารถติดต่อได้ที่
          - กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์
          - หอการค้าไทย และ
          - สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
          กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เป็นหน่วยงานที่ออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าแบบพิเศษ (PREFERENTIALCERTIFICATE OF ORIGIN)โดยสำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดต่อได้ที่ สำนักบริการการค้าระหว่างประเทศ กรมการค้าต่างประเทศ โทร.02-547-4753,02-547-4832
6.หลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามประกาศ/คำสั่งกรมศุลกากรเพื่อปฏิบัติ
          ตามข้อผูกพันตามข้อตกลงเปิดเขตการค้าเสรี อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 14 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ออกประกาศกระทรวงการคลัง ยกเว้นอากรและลดอัตราอากร และกำหนดผู้นำเข้าต้องปฏิบัติตามระเบียบพิธีการที่กรมศุลกากรโดยออกเป็นประกาศ/คำสั่งทั่วไปกรมศุลกากร กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขให้สอดคล้องกับข้อตกลงเปิดเขตการค้าเสรีแต่ละฉบับ แต่มีข้อที่สอดคล้องเป็นแนวทางเดียวกัน กำหนดให้ผู้นำเข้าต้องยื่นหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (CO)สำหรับของนำเข้าที่ขอใช้สิทธิยกเว้นอากรหรือลดอัตราอากร เพื่อให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรตรวจสอบเบื้องต้นเกี่ยวกับความถูกต้องของหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า และความสอดคล้องกับใบขนสินค้าขาเข้าและเอกสารที่เกี่ยวข้อง โดยต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กรมศุลกากรกำหนด
          สำหรับของที่นำเข้ามีราคา  เอฟโอบี (FOB.) ไม่เกินสองร้อยเหรียญ ดอลล่าร์สหรัฐอเมริกา และผู้นำเข้าแสดงเอกสารรับรองถิ่นกำเนิดของผู้ส่งออก ให้ได้รับสิทธิไม่ต้องยื่นหนังสือรับรองถิ่นกำเนิด
          สรุประบบการค้าระหว่างประเทศที่นับวันจะตกอยู่ภายใต้ภาวะจำยอมกับข้อ ตกลงการเปิดเสรีทางการค้ามากขึ้น โดยด้านหนึ่งความได้เปรียบของประเทศไทย ในการส่งออกสินค้าไปแข่งขันในตลาดการค้าโลกด้วยต้นทางสินค้าขาออกที่ลดลงเนื่อง จากได้รับยกเว้นอากร หรือลดอัตราอากร แต่ในทางตรงกันข้ามสินค้าจากต่างประเทศจะเข้ามาตีตลาดภายในประเทศด้วย ต้นทุนสินค้าที่ต่ำลงเช่นกัน การบริหารจัดการให้ต้นทุนเกี่ยวกับการผลิตและการกระจายสินค้าลดลง โดยการพัฒนาระบบ โลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด จึงเป็นทางหนึ่งในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้า

   

เมื่อ : 28 ต.ค. 2555 - 13:25:24 น.    จำนวนผู้เข้าอ่าน : 7478 ครั้ง