บทความ&สาระน่ารู้ / Knowledge
Scam Mail วีธีการลัดสู่การหลอกลวงบนโลกอินเตอร์เน็ต
หลอกให้เชื่อใจ สุดท้ายเสียทั้งเงิน และความรู้สึก
ภัยร้ายโลกออนไลน์

Scam Mail

คำนำ
ปัจจุบันโลกไร้พรมแดนรูปแบบของสังคมเปลี่ยนไปด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยSocial Networkทำให้เราสามารถติดต่อสื่อสารกับบุคคลอื่นได้อย่างง่ายดายไม่ว่าอยู่มุมใดของโลกใบนี้ การสื่อสารผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต โดยใช้ E-mail หรือการ Chat ผ่านระบบต่าง ๆ ที่ส่งข้อมูลได้ทั้งข้อความรูปภาพเสียงและสามาถเห็นหน้าตาเสมือนคุยกันซึ่งหน้าเป็นเรื่องที่สะดวก ประหยัดค่าใช่จ่ายแต่ภายใต้สิ่งอำนวยความสะดวกนี้ก็แฝงด้วยภัยอันตรายจากมิจฉาชีพหลายรูปแบบ ภายใน1 สัปดาห์ เว็บไซต์ของ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิด เกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ได้รับการแจ้งข้อมูลจากผู้เสียหายที่ถูกหลอกให้โอนเงินถึง 4ราย แต่ละรายเสียหายกว่า 30,000 บาท บางรายเป็นแสน และมีแนวโน้มที่จะมีผู้ถูกหลอกลวงอีกจำนวนมากบทความนี้จึงน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่ใช้อินเตอร์เน็ต เพื่อเตือนสติว่าบุคคลที่เรากำลังพูดคุยผ่านสื่อออนไลน์อยู่นั้น อาจเป็นคนร้ายก็ได้



รูปแบบการกระทำผิด

มิจฉาชีพจะหลอกลวงด้วยการอ้างตนเป็นบุคคลมีชื่อ มีตัวตน มีอาชีพ ในหลายรูปแบบสร้างข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับตนเองเพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ จะสร้างเอกสารราชการปลอม ส่งภาพถ่าย ปลอม กล่าวโดยสรุปคือ คนร้ายจะสร้างโปรไฟล์ต่าง ๆ ที่เป็นเท็จทั้งหมด เพื่อให้คู่สนทนาเห็นว่า น่าเชื่อถือ คบหาและสนทนาอย่างต่อเนื่อง เริ่มต้นคนร้ายจะทำความรู้จักกับเหยื่อด้วยการสื่อสารผ่าน E-mail , Facebook การ chat ผ่านระบบเครือข่ายต่างๆหรือการเข้าไปในเว็บไซต์หาคู่ หรือแม้แต่การทำทีเข้าไปติดต่อเรื่องงานในโลกไซเบอร์เป็นต้น ด้วยความที่คนร้ายส่วนหนึ่งเป็นต่างชาติ (ส่วนใหญ่พวกผิวดำ) การติดต่อ สื่อสารจึงใช้ภาษาอังกฤษดังนั้นผู้ที่ตกเป็นเหยื่อมักจะเป็นผู้ที่สามารถในการเขียนอ่านภาษาอังกฤษได้หลังจากได้เริ่มทำความรู้จักแล้ว ก็จะติดต่อพูดคุยเรื่อยมา สร้างความสนิทสนม แล้วจะพัฒนาความสัมพันธ์ไปเรื่อย ๆโดยพยายามทำให้เห็นว่าเป็นผู้มีความจริงใจ บางรายถึงเอ่ยปากรักใคร่ชอบพอ ในเชิงชู้สาว บางรายอาจบอกว่าอยากจะร่วมทำธุรกิจด้วย ซึ่งส่วนใหญ่จะอ้างว่ามีฐานะทางการเงิน มีทรัยพ์สินมากแต่อยู่ในสถานภาพที่ไม่สามารถใช้จ่ายในประเทศของตนได้อย่างสะดวกเพื่อหลอกให้เหยื่อคาดหวังคนร้ายพวกนี้หากเราตรวจสอบที่มาของอีเมล์ด้วยการตามไอพีแอดเดรส ก็จะพบว่ามาจากต่างประเทศจริง (แต่บางที่ก็ไม่เสมอไป เพราะด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยจะให้โชว์หมายเลขไอพีระบุประเทศใดก็ได้)คนร้ายจะไม่รีบร้อนในการพูดคุยกับเหยื่อ จะรอจนคิดว่าเหยื่อตายใจ จากนั้นจะเริ่มแผนต่อไป คือ อ้างว่าได้ส่งของมาให้ อาจเป็น ของใช้ต่าง ๆ น้ำหอม เครื่องประดับมีราคา หลายรายการผ่านบริษัทที่รับจ้างส่งสินค้า โดยอาจเป็นทางเครื่องบินหรือทางเรือแล้วแต่คนร้ายจะสร้างเรื่อง และเพื่อให้เหยื่อหลงเชื่ออย่างสนิทใจและเพื่อตอกย้ำให้เหยื่อเชื่ออย่างสนิทใจ คนร้ายได้ส่ง Account ที่มี Username และ Password เพื่อให้เหยื่อเข้าไปตรวจสอบกับเว็บไซต์ของบริษัทที่เป็นผู้ส่งสินค้าหรือสิ่งของนั้นมาให้ด้วย ซึ่งโดยแท้จริงแล้วเว็บไซต์ของบริษัทผู้ส่งสินค้า Account ที่มี Username และ Password ล้วนเป็นสิ่งที่คนร้ายได้สร้างขึ้นมาเองเพื่อไว้หลอกลวงทั้งสิ้นเหล่านี้เรียกว่า Phising Mail นั่นเอง ไม่นานนักเหยื่อก็จะได้รับโทรศัพท์ที่มีเลขหมายในประเทศไทย (ถ้าใช้โทรศพท์มือถือจะใช้แบบที่ไม่จดทะเบียนหรือใช้เบอร์โทรจากระบบโทรศัพท์VOiP ผ่านเครือข่ายระบบอินเตอร์เน็ตเพื่อป้องกันการติดตาม) จากคนไทยที่อยู่ในประเทศไทยหรือคนต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทยแล้วแต่กรณี ซึ่งมันคือผู้ร่วมขบวนการหลอกลวงกับคนร้ายที่คุยกับเหยื่อทางอีเมล์ โดยผู้ที่โทรมาจะแจ้งกับเหยื่อว่า เป็นตัวแทนหรือเจ้าหน้าที่ของบริษัทที่จัดส่งสินค้า มีสินค้าส่งถึงท่านแต่การรับของดังกล่าวจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียม เป็นเงินจำนวนหลักหลายหมื่นบาท (ส่วนใหญ่ประมาณ 30,000 บาทหรือกว่านั้น) โดยกำหนดให้โอนเงินเข้าบัญชีปลายทางที่คนร้ายกำหนด ซึ่งอาจเป็นบัญชีธนาคารของคนไทย (บัญชีที่คนร้ายนำมาใช้รับเงิน โดยส่วนใหญ่ไม่ใช่เจ้าของบัญชีจริง) หรือโอนเงินไปยังบัญชี คนร้ายที่อยู่ต่างประเทศผ่าน Westen Union และแน่นอนในเวลาอันรวดเร็ว คนร้ายจะรีบเอาเงินออกจากบัญชีนั้น ด้วยการไปกดเงินที่ตู้เอทีเอ็ม ในทันทีระหว่างนี้เหยื่ออาจจะเริ่มคิดว่าทำไมต้องจ่ายเงินค่าธรรมเนียมในการส่งของด้วยก็จะติดต่อกลับไปหาคนร้ายที่ติดต่อกันอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็จะได้รับคำยืนยันว่ามีของที่ส่งมาให้จริง ๆ และมีมูลค่ามากกว่าค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายหลายเท่านักจะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ( หลงรัก/อยากได้ ฯลฯ) เหยื่อยังคงหลงเชื่อและไปโอนเงินเข้าบัญชีตามที่คนร้ายกำหนด และรอเพื่อติดต่อกับเจ้าหน้าที่ผู้ส่งของให้มารับของและนี่คือเสียเงินครั้งแรก


ครั้งต่อไป เมื่อเห็นว่าเหยื่อได้จ่ายเงินครั้งแรก กลุ่มคนร้ายจะเริ่มแผนหลอดลวงขั้นต่อไป ด้วยการอ้างว่าของที่ส่งมาให้เหยื่อถูกส่งมาที่ศุลกากรแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ศุลกากรตรวจพบว่ามีการส่งเงินสดสกุลต่างประเทศมาด้วย ซึ่งการนำเงินเกินจำนวนเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่แจ้ง เป็นความผิดตามกฎหมาย จะต้องเสียค่าปรับถึงจะนำเงินจำนวนนั้น ออกไปได้ เหยื่อเริ่มสงสัยจึงได้ติดต่อกลับไปยังคนร้ายที่พูดคุยทางเมล์อีกครั้ง ซึ่งก็จะได้รับคำตอบว่าได้ส่งเงินจำนวนดังกล่าวมาด้วยจริง(อีกแล้ว) โดยซ่อนมาไม่คิดว่าเจ้าหน้าที่ศุลกากรจะตรวจพบ แต่ที่ไม่ได้บอกที่แรกเพราะอยากจะเซอร์ไพรส์และแนะนำว่าเสียค่าปรับไปเถอะ เงินจำนวนมากนะ ไม่อยากให้ต้องส่งกลับมา ถึงตรงนี้ หากเหยื่อไหวตัวทันก็จะเริ่มติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต ว่าน่าจะถูกหลอกหรือไม่ บางรายไหวตัวทันก็เสียเงินจำนวนเดียวในครั้งแรก แต่ถ้ายังงมงายหลงเชื่อ อยากได้เงินหรือสิ่งของ ก็จะสูญเสียเงินเพิ่มในที่สุด (ยอดเงินสูงกว่าครั้งแรกด้วย) รูปแบบการกระทำผิดลักษณะนี้ มีมานานแล้ว ผู้เขียนเคยจับคนร้ายซึ่งเป็นชาวคองโก (ผิวดำ) เมื่อปี พ.ศ.2551 ในคดีนั้นคนร้ายอ้างตนเป็นหญิงอยู่ในศูนย์อพยพของประเทศกาน่าติดต่อกับผู้เสียหายชายไทยทางอีเมลล์ประมาณ1 เดือน สนิทสนมชอบพอรับเป็นแฟนกัน ฝ่ายหญิงบอกมีเงินสดประมาณ 11.5ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ลองคิดเป็นเงินไทย) แต่ในประเทศกาน่า ไม่สามารถใช้เงิน หรือนำอออกไปใช้ได้ จึงได้ฝากให้บาทหลวงที่เข้ามาเยี่ยมนำเงินออกไป และจะส่งมาให้ที่ประเทศไทยพร้อมของขวัญมากมาย ซึ่งพฤติกรรมการหลอกลวงคล้ายที่กล่าวข้างต้น รายนี้โดนหลอกเงินสูญไป 150,000 บาท โดยโอนเงินไปต่างประเทศผ่าน Westen Unionคดีนี้สามารถจับคนร้ายที่อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่ของบริษัทส่งของ ได้เพียงคนเดียวในประเทศไทย ส่วนผู้ร่วมแก๊งค์คนอื่นอยู่ต่างประเทศ โดยการจับกุมคนร้าย สืบเนื่องจากผู้เสียหายเริ่มสงสัยว่าตนเองน่าจะถูกหลอก เนื่องจากคนร้ายขอให้มา จ่ายเงินเพิ่มอีก จึงได้แจ้งมายัง บก.ปอศ. ผู้เขียนจึงได้สอบถามรายละเอียดของข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น จากนั้นได้วางแผนเพื่อส่งมอบเงินให้คนร้ายอย่างแนบเนียนคนร้ายชะล่าใจหลงกลมาปรากฎตัว มารับเงินจึงถูกจับกุมได้ในที่สุด ส่วนเพื่อนร่วมแก็งค์ไหวตัวทันหนีออกไปต่างประเทศก่อนซึ่งจากกรณีนี้คนร้ายได้เรียนรู้เช่นกันว่า ไม่ควรไปรับเงินด้วยตนเองทำให้ระยะหลังการติดตามจับกุมยากขึ้นและได้พัฒนารูปแบบการกระทำผิดไปเรื่อย ๆ เช่นกัน ผลคดีนี้ศาลสั่งจำคุกผู้ต้องหา 2 ปี รับสารภาพลดเหลือ 1ปีและศาลสั่งให้คืนเงินเต็มจำนวน แต่จากการสอบถามไปยังผู้เสียหาย ปรากฎว่า จำเลยไม่มีเงินคืนอีกรายเมื่อเร็ว ๆ นี้ คนร้ายอ้างตนเป็นทหารอยู่ในกองทัพสหรัฐ ปลอมรูปถ่าย เอกสารราชการต่าง ๆ ของกองทัพทั้งหมด แม้แต่เอกสารที่รับรองสถานภาพทางการเงิน รายได้ ทรพย์สินต่างๆ ที่มีสิทธิ์ได้รับ จากกองทัพสหรัฐ โดยออกมาจากผู้บังคับบัญชา ทั้งยังให้เว็บไซต์หน่วยงานทหารอีเมลล์ของ ผู้บังคับบัญชาที่สามารถติดต่อเพื่อยืนยันได้ด้วย เหยื่อเป็นหญิงไทย ที่ประสงค์จะมีสามี เป็นชาวต่างชาติ ได้ส่งของมาให้รูปแบบการหลอกลวงแบบเดียวกันกับข้างต้น อนึ่ง นอกจากนี้ผู้เขียน ได้แนบข้อมูลการหลอกลวงเท่าที่สามารถเผยแพร่ได้ จาการที่ได้รับแจ้งผ่านเว็บไซต์มาเพื่อให้ได้ทราบแผนประทุษกรรมของคนร้ายด้วยส่วนหนึ่งแล้ว



ข้อแตกต่างระหว่าง scam mail
กับ call center


แก็งค์call center คนร้ายจะอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ เช่น ตำรวจ ,DSI , ปปง. หรือเจ้าหน้าที่จากธนาคารแห่งประเทศไทยธนาคารพานิชย์ต่าง ๆซึ่งทำเป็นขบวนการโดยแบ่งหน้าที่กันทำแต่ละคนจะรับบทบาทตามที่ได้หัวหน้าแก๊งค์มอบหมายติดต่อกับเหยื่อทางโทรศัพท์ระบบ VOiP ที่สามารถจะกำหนดให้โชว์หมายเลขโทรศัพท์ของหน่วยงาน นั้น ๆ ได้ การสร้างเรื่องของพวก Call Center จะเริ่มด้วยการที่กล่าวหาว่า เหยื่อเป็นหนี้การใช้บัตรเครดิตหรือเกี่ยวข้องกับยาเสพติดหรือการฟอกเงิน แม้เหยื่อจะบอกว่าไม่เคยเป็นหนี้ ไม่เคยทำบัตรเครดิตกับธนาคารตามที่คนร้ายกล่าวอ้าง หรือแม้จะบอกว่าไม่เคยทำบตรเลยก็ตาม คนร้ายก็จะแจ้งว่าอาจมีคนอื่นเอาชื่อท่านไปเปิดบัญชีธนาคาร ซึ่งจะต้องถูกอายัดเงินในบัญชีของท่าน หรือถูกดำเนินการทางกฎหมาย ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้บัญชีของเหยื่อได้รับผลกระทบ คนร้ายพวกนี้มีจิตวิทยาการพูดคุยสูงมาก สามารถกดดันให้เหยื่อต้องรีบดำเนินการ โดยจะหลอกให้เหยื่อไปทำธุรกรรมทางการเงินหน้าตู้เอทีเอ็มจากนั้นกดทำรายการตามที่คนร้ายบอก ซึ่งนั่นเป็นการทำรายการโอนเงินเข้าบัญชีปลายทางที่คนร้ายเตรียมไว้แล้ว หลังจากนั้นคนร้ายจะนำเงินออกจากบัญชีปลายทางในทันทีเช่นกันกรณีแก็งค์Call Center เหยื่อส่วนใหญ่จะเป็นบุคคลทั่วไป ที่ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านภาษาอังกฤษเลยก็ได้ จะเห็นได้ว่ารูปแบบแตกต่างจาก แก๊งค์ Scam Mail ที่ต้องมีการสร้างเรื่องติดต่ออย่างใจเย็น ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารแต่ที่เหมือนกันคือ เหยื่อไม่ได้ใช้วิจารณญานในการวิเคราะห์เรื่องราว ความเป็นไปได้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่


ข้อแนะนำ/คำเตือน

ด้วยความห่วงใยและไม่ต้องการให้มีใครหลงเชื่อตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ
จึงอยากฝากประชาสัมพันธ์ เตือนผู้ใช้อินเตอร์เน็ต

  1. พึงระลึกไว้เสมอ ในโลก Cyber ทุกอย่างหลอกลวงไว้ก่อน  เว้นแต่จะรู้จักหรือมีพื้นฐานกันมาก่อนอย่าได้หลงเชื่อ   เด็ดขาด ก็ขนาดคนรู้จักเคยเห็นหน้าเห็นตากันมาก่อนยังไว้ใจไม่ค่อยได้  นับประสาอะไรกับคนแปลกหน้า คนที่ไม่เคยรู้จักไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนกันจะไว้ใจหรือเชื่อใจได้อย่างไร
  2. คนที่ท่านกำลังคุยเห็นหน้าตาผ่านเว็บแคมนั้น เป็นตัวจริงหรือไม่ ลองทดสอบง่าย ๆ ระหว่างกำลังสนทนาลองให้        คู่สนทนายกมือหรือลุกขึ้นยืน เพื่อให้แน่ใจว่าท่าน ไม่ได้คุยอยู่กับคลิปวีดีโอที่ถูกบันทึกไว้ก่อน
  3. ก่อนจะจ่ายเงินที่ใด ตรวจสอบหน่วยงานภาครัฐให้แน่ใจด้วยตนเอง โดยไม่ผ่านลิงค์ที่ถูกส่งจากคนร้ายเข้ามายังอีเมลล์ของเราดังนั้น การเข้าเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับ การเงิน การติดต่อหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ ควรพิมพ์จากURL หรือหน้าเว็บไซต์โดยตรง
  4. ศึกษารูปแบบของ Phising Mail , Scam Mailต่าง ๆ กรณีศึกษาที่มีผู้นำมาเผยแพร่ เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อ    ทางสื่อต่างๆ โดยเฉพาะสื่อทางอินเตอร์เน็ต
  5. หากสงสัยว่าท่านกำลังถูกหลอกอยู่หรือไม่ หรือ ตกเป็นเหยื่อได้รับความเสียหายสูญเงิน ไปแล้วจะต้องทำอย่างไร ติดต่อไปยังกองบังคับการปราบปราม การกระทำความผิด เกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ( บก.ปอท.) ในกรณี Scam Mail แต่ถ้าเป็นกรณีแก๊งค์ Call Center ติดต่อสอบถามไปยังกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรม ทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) หรือ ลองประสานไปยัง พ.ต.ท.สถาพรรอดโพธิ์ทอง รองผู้กำกับการ 1 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ซึ่งท่านได้ไปช่วยทำงานอยู่ที่กองบังคับการปราบปราม การกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ( บก.ปอท.)โทร 0-2234-1347 หรือ 081-56789-46 หรือ sathaporn_rod@police.go.th หรือsathaporn@ecdpolice.com    หรือ stp4646@gmail.com
    จากพ...สถาพร รอดโพธิ์ทองรอง ผกก.1 บก.ปอศ.
ขอได้รับความขอบคุณและความห่วงใยนะครับ


เมื่อ : 15 พฤศจิกายน 2554, 09:29:48 น.    จำนวนผู้เข้าอ่าน : 104970 ครั้ง