บทความ&สาระน่ารู้ / Knowledge
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับตั๋วเงิน
ตั๋วเงินเป็น ตราสารเปลี่ยนมือ (Negotiable Instrument) ที่สามารถโอนเปลี่ยนมือต่อไปได้ด้วยการสลักหลังและส่งมอบ หรือเพียงแต่ส่งมอบ (กรณีเป็นตั๋วเงินออกสั่งจ่ายแก่ผู้ถือ)
ตั๋วเงิน

          ตั๋วเงินเป็น ตราสารเปลี่ยนมือ (Negotiable Instrument) ที่สามารถโอนเปลี่ยนมือต่อไปได้ด้วยการสลักหลังและส่งมอบ หรือเพียงแต่ส่งมอบ (กรณีเป็นตั๋วเงินออกสั่งจ่ายแก่ผู้ถือ)



ประเภทของตั๋วเงิน

          ตั๋วเงิน มี 3 ประเภท คือ ตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน และเช็ค



ความสมบูรณ์ของตั๋วเงิน

          ตั๋วเงินต้องมีรายการตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะตั๋วเงินกำหนดไว้ในแต่ละประเภท มิฉะนั้นไม่สมบูรณ์เป็นตั๋วเงินประเภทนั้น

           

อกเบี้ย

          ตั๋วแลกเงิน และตั๋วสัญญาใช้เงิน ผู้สั่งจ่ายและผู้ออกตั๋ว จะกำหนดให้คิดดอกเบี้ยของจำนวนเงินตามด้วยก็ให้ โดยระบุไว้ในตั๋วนั้น

            ส่วน เช็ค-ผู้สั่งจ่ายจะกำหนดให้คิดดอกเบี้ยของจำนวนเงินตามเช็คไม่ได้

           

วันถึงกำหนดใช้เงิน

          ตั๋วแลกเงินและตั๋วสัญญาใช้เงิน ผุ้สั่งจ่ายและผู้ออกตั๋วจะระบุวันถึงกำหนดของตั๋วเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ก็ได้ คือ

            1. ในวันใดวันหนึ่งที่กำหนดไว้

            2. เมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้นับแต่วันที่ลงในตั๋วนั้น (วันออกตั๋ว) หรือ

            3. เมื่อทวงถาม หรือเมื่อได้เห็น หรือ

            4. เมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้นับแต่ได้เห็น

            ถ้าตั๋วแลกเงินและตั๋วสัญญาใช้เงิน มิได้ระบุเวลาใช้เงิน ตั๋วนั้นก็ยังสมบูรณ์ และให้ถือว่าถึงใช้เงินเมื่อได้เห็น       

            ส่วนเช็คนั้น เป็นตราสารที่ผู้สั่งจ่ายสั่งธนาคารให้ใช้เงินเมื่อทวงถามเท่านั้น จึงไม่มีวันถึงกำหนดใช้เงินเป็นอย่างอื่น

           

ผู้ทรง

          ผู้ทรง คือ บุคคล ผู้มีตั๋วเงินไว้ในครอบครองในฐานะ

            1. เป็นผู้รับเงิน (Payee) คือ มีชื่อ ระบุไว้ที่ด้านหน้าของตั๋วเงิน ซึ่งเป็นผู้ทรงคนแรกของตั๋วเงิน

            2. เป็นผู้รับสลักหลัง คือ ได้รับโอนตั๋วเงินมาด้วยการสลักหลังของผู้ทรงคนก่อน

            3. ผู้ถือ (Bearer) ในกรณีที่เป็นตั๋วเงินสั่งจ่ายแก่ผู้ถือ

            ตั๋วแลกเงินและเช็ค ผู้สั่งจ่ายจะออกสั่งจ่ายให้ใช้เงินแก่ผู้รับเงินหรือตามที่ผู้รับเงิน จะสั่งให้ใช้เงินแก่ บุคคลใด (ผู้รับโอน) ต่อไปก็ได้ การสั่งจ่ายในกรณีนี้ผู้สั่งจ่าย ต้องระบุชื่อ หรือยี่ห้อของผู้รับเงิน (Payee)  เสมอ ตั๋วเช่นนี้เรียกว่า ตั๋วเงินจ่ายตามคำสั่งของผู้รับเงิน หรือตั๋วจ่ายตามคำสั่ง (Order bill) กรณีเป็นเช็คเรียกว่า เช็คจ่ายตามคำสั่ง (Order Cheoque) หากผู้สั่งจ่ายประสงค์จะออกสั่งจ่ายให้แก่ผู้ถือก็เพียงแต่ระบุให้ใช้เงินแก่ผู้ถือ ไม่จำเป็นต้องระบุชื่อหรือยี่ห้อของผู้รับเงิน (Payee) แต่ถ้าระบุชื่อหรือยี่ห้อของผู้รับเงินกับระบุให้ใช้เงินแก่ผู้ถือด้วย (เช่น จ่ายนายแดง สว่างดี หรือผู้ถือ) ก็ใช้ได้ ตั๋วเช่นนี้ เรียกว่า ตั๋วจ่ายเงินผู้ถือ หรือตั๋วผู้ถือ (Bearer Bill) กรณีเป็นเช็คเรียกว่า เช็คผู้ถือ (Bearer Cheque)

            ส่วนตั๋วสัญญาใช้เงิน ผู้ออกตั๋วจะต้องระบุชื่อ หรือยี่ห้อของผู้รับเงินเสมอ จะออกตั๋วสัญญาใช้เงินระบุให้ใช้เงินแก่ผู้ถือไม่ได้



การโอนตั๋วเงิน

          ตั๋วเงินย่อมโอนให้กันได้ด้วยวิธีการสลักหลัง และส่งมอบ หรือเพียงแต่ส่งมอบ แล้วแต่กรณี ดังนี้

            1. ตั๋วจ่ายตามคำสั่ง (Order Bill) การโอนทำด้วยการสลักหลังและส่งมอบตั๋ว

            2. ตั๋วผู้ถือ (Bearer Bill) การโอนทำเพียงส่งมอบตั๋ว



การสลักหลัง

          คำสลักหลังต้องเขียนลงในตั๋วเงิน หรือใบประจำต่อ และต้องลายมือชื่อผู้สลักหลัง ใบประจำต่อ คือ กระดาษที่ผนึกต่อเข้ากับตั๋วเงิน และนับเป็นส่วนหนึ่งของตั๋วเงิน การสลักหลังในใบประจำต่อครั้งแรก ต้องเขียนคาบบนตั๋วเงินเดิมข้างบน ใบประจำต่อบ้าง



ลักหลังเฉพาะ

          การสลักหลังที่มีคำสลักหลัง ระบุชื่อผู้รับประโยชน์ (ผู้รับโอน) แล้ลงลายมือชื่อผู้สลักหลัง เรียกกันทั่วไปว่า "สลักหลังเฉพาะ" เช่น

            จ่ายนายแดง สว่างดี หรือ

            จ่ายตามคำสั่งของนายแดง สว่างดี หรือ

            โอนให้ นายแดง สว่างดี



สลักหลังลอย

          การสลักหลังที่มิได้ระบุชื่อผู้รับประโยชน์ (ผู้รับโอน) ไว้ ผู้สลักหลังเพียงแต่ลงลายมือชื่อของตนไว้ที่ด้านหลังของตั๋วเงิน หรือใบประจำต่อ เรียกว่า "สลักหลังลอย"



ผู้รับสลักหลัง

          ผู้ทรงที่ได้รับตั๋วเงินจากการสลักหลัง เรียกว่า ผู้รับสลักหลัง



ผู้รับสลักหลังเฉพาะ

          ผู้รับสลักหลัง ที่ได้ตั๋วมาด้วยการสลักหลัง เฉพาะให้แก่ตน หากประสงค์จะโอนตั๋วเงินนั้นต่อไป จะต้องสลักหลังต่อไปอีก โดยจะสลักหลัง เป็นสลักหลังเฉพาะหรือสลักหลังลอยก็ได้


 ผู้รับสลักหลังลอย

          ผู้รับสลักหลังที่ได้ตั๋วเงินมา โดยการสลักหลังลอยของผู้สลักหลัง อาจปฏิบัติประการหนึ่ง ประการใดดังต่อไปนี้ ก็ได้ คือ

            1. กรอกข้อความ ลงในที่ว่างด้วย เขียนชื่อของตนเอง หรือ ชื่อบุคคลอื่น ผู้ใดผู้หนึ่ง      

            ตัวอย่าง ค. สลักหลังลอยให้ ง. ไป ง.จะเขียนชื่อ ง. เอง ลงเหนือลายมือชื่อ ค. ก็ได้ ซึ่งมีผลทำให้คำสลักของของ ค. ซึ่งเดิมเป็นคำสลักหลังลอย เปลี่ยนเป็นคำสลักหลังให้ ง. โดยเฉพาะ หาก ง. ประสงค์จะโอนตั๋วนั้น ก็ต้องสลักหลังต่อไปอีก

            ตัวอย่าง ค. สลักหลังลอยให้ ง. ไป ง. จะเขียนชื่อ จ. ลงไปก็ได้ ซึ่งมีผลเสมือนหนึ่งว่า ค. สลักหลังตั๋วนั้นให้ จ. และ ง. ย่อมสิ้นสภาพการเป็นผู้ทรง เพราะ ง. ไม่ใช่ผู้ทรงที่ได้ตั๋วมา โดยการสลักหลังลอยเสียแล้ว ง. ต้องส่งมอบตั๋วเงินให้ จ. ต่อไป เท่ากับเป็นการโอนตั๋วเงินให้ จ. และ จ. ก็เป็นผู้ทรงในฐานะเป็นผู้รับสลักหลังโดยการสลักหลังของ ค.

            2. สลักหลังตั๋วเงินต่อไปอีก เป็นสลักหลังลอย หรือสลักหลังให้แก่บุคคลอื่น ผู้ใดผู้หนึ่ง

            ตัวอย่าง ง. ซึ่งได้ตั๋วมาโดย ค. สลักหลังลอย ง. อาจสลักหลังลอยต่อไป โดย ง. เพียงแต่ลงลายมือชื่อของตนไปในด้านหลังตั๋วแล้วส่งมอบต่อไปก็ได้

            ตัวอย่าง ง. ซึ่งได้ตั๋วมา โดย ค. สลักหลังลอย ง. สลักหลังเฉพาะ โดยระบุว่าจ่ายเงินให้ จ. แล้วลงลายมือชื่อ ง. ก็ได้

            3. โอนตั๋วเงินไปให้ แก่บุคคลภายนอก ไม่กรอบความลงในที่วาง และไม่สลักหลังอย่างหนึ่งอย่างใด

            ตั๋วเงินที่สลักหลัง เป็นสลักหลังลอยนั้น มีผลเหมอนกับตั๋วผู้ถือที่อาจโอนต่อไปได้โดยเพียงแต่ส่งมอบ ไม่จำเป็นต้องสลักหลัง เช่น ค. สลักหลังลอยให้ ง. ง. อาจโอนตั๋วนั้นต่อไปให้ จ. อย่างตั๋วผู้ถือ คือ เพียงแต่ส่งมอบให้ จ. ก็ใช้ได้ จ. ก็เป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย







ข้อกำหนดในการสลักหลัง

          1. การสลักหลังจะมีเงื่อนไขไม่ได้ เงื่อนไขนั้น คือ ข้อความที่กำหนดให้การโอนมีผล หรือสิ้นผลโดยอาศัยเหตุการณ์ในอนาคตอันไม่แน่นอน ถ้าคำสลักหนังมีเงื่อนไข ให้ถือเสมือนว่าได้สลักหลังสมบูรณ์ โดยไม่มีเงื่อนไขเลย

            2. การสลักหลังต้องทำเพื่อโอนตั๋วเงินทั้งฉบับ การสลักหลังโอนแต่บางส่วนเป็นโมฆะ กล่าวคือ ถือว่าไม่เป็นการโอนเลย ผู้รับโอนไม่มีสิทธิในตั๋วเงิน จะโอนตั๋วเงินต่อไปไม่ได้ และจะใช้สิทธิใด ๆ ในฐานะผู้ทรงก็ไม่ได้

            3. ผู้สลักหลังอาจเขียนข้อความลบล้าง หรือจำกัดความรับผิดได้

            ตั๋วแลกเงินและเช็ค ผู้สลักหลังอาจเขียนข้อความดังกล่าวลงไว้ก็ได้ แต่การสลักหลังตั๋วสัญญาใช้เงินผู้สลักเงินจะเขียนข้อความดังกล่าวไม่ได้

            ตัวอย่าง ก. สลักหลังโอนตั๋วแลกเงินให้ ข. โดยเขียนลงไปว่า "จะไล่เบี้ยเอาจากข้าพเจ้าไม่ได้" (Without Recourse) หมายความว่า แม้ไม่มีผู้ใช้เงิน หรือไม่มีใครรับรองตั๋วเงินนั้น ผู้สลักหลังที่เขียนข้อความดังกล่าวก็ไม่รับผิดชอบ ดังนี้มีผลใช้ได้



ข้อกำหนดห้ามโอนตั๋วเงิน

          ตั๋วเงินที่ผู้สั่งจ่าย หรือผู้ออกตั๋ว เขียนลงในด้านหน้าว่า "เปลี่ยนมือไม่ได้" หรือคำอื่นใดที่มีความหมายทำนองเดียวกัน เช่น ห้ามเปลี่ยนมือ (Not Hegotiable) ผู้รับเงินเท่านั้น ( (Payee only)

            ตั๋วดังกล่าว จะโอนด้วยการสลักหลัง และให้มีผลอย่างการโอนตั๋วเงิน ไม่ได้ หากมีการสลักหลังโอนต่อไป ผู้รับโอนก็ไม่ใช่ผู้ทรง และไม่มีสิทธิเรียกร้องตามตั๋วนั้น

            การโอนตั๋วดังกล่าว ต้องใช้วิธีการอย่างการโอนสิทธิเรียกร้องทั่วไป กล่าวคือ ต้องทำเป็นหนังสือ และบอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้ตามตั๋ว อย่างไรก็ตามการโอนตามวิธีนี้ ผู้รับโอนก็ไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน แม้ว่าจะรับโอนมาโดยสุจริต

            ส่วนตั๋วเงินที่ผู้สลักหลัง เขียนระบุข้อความห้ามสลักหลังต่อไปลงไว้ ตั๋วเงินนั้นก็ยังโอนต่อไป ตามวิธีการของตั๋วเงิน คือ สลักหลังและส่งมอบ แต่ผู้ซึ่งสลักข้อความดังกล่าว ไม่ต้องรับผิดต่อบุคคลที่ได้รับสลักหลังตั๋วต่อไปอีกภายหลัง คงรับผิดเฉพาะต่อผู้รับสลักหลังที่ได้รับสลักหลังตั๋วไปจากตนเอท่านั้น



การรับรองตั๋วแลกเงิน

          การรับรอง (Acceptance) คือ คำรับรองของผู้จ่าย (Payee) ตามตั๋วแลกเงิน ยอมผูกพันตนที่จะจ่ายเงินตามจำนวนและเนื้อความที่รับรอง

            แบบของการรับรอง ผู้จ่ายเขียนลงไว้ด้านหน้าของตั๋วแลกเงินว่า "รับรองแล้ว" (Accepted) หรือข้อความอย่างอื่นที่ได้ความทำนองเดียวกันก็ได แล้วลงลายมือชื่อผู้จ่าย หรือจะไม่เขียนข้อความใดเลย เพียงแต่ผู้จ่ายลงลายมือชื่อไว้ในด้านหน้าของตั๋วแลกเงิน ก็ถือว่าเป็นคำรับรองแล้วเช่นเดียวกัน

 
อาวัล

          อาวัล คือการรับประกันการใช้เงินตามตั๋วเงิน

            ผู้รับอาวัล อาจเป็นบุคคลภายนอก หรือบุคคลซึ่งต้องรับผิดอยู่แล้ว ตามตั๋วเงินก็ได้ การอาวัลมีได้ในตั๋วเงินทุกประเภท

            แบบการรับอาวัล

          การรับอาวัลต้องทำลงในตั๋วเงิน หรือใบประจำต่อ (กระดาษที่ผนึกต่อเข้ากับตั๋วเงิน) จำนวนเงินที่รับอาวัลอาจรับผิดเต็มจำนวน หรือเพียงบางส่วนก็ได้ การรับอาวัลจะใช้ข้อความว่า

            "ใช้ได้เป็นอาวัล" (Good as aval) หรือสำนวนอื่นใดก็ได้ที่ได้ความในทำนองว่ายอมรับผิดแล้ว

            ลงลายมือชื่อ ซึ่งจะทำที่ ด้านหน้าหรือด้านหลังตั๋วเงินก็ได้ หรือจะไม่เขียนข้อความใดเลย เพียงแต่ลงลายมือชื่อของผู้รับอาวัลใน ด้านหน้า ของตั๋วเงิน ก็มีผลเป็นคำรับอาวัล แล้ว (ยกเว้นลายมือชื่อของผู้จ่ายหรือผู้สั่งจ่าย)

            ผู้รับอาวัลต้องระบุว่า รับประกันบุคคลใดใดในตั๋วเงิน หากมิได้ระบุ ให้ถือว่ารับประกันผู้สั่งจ่าย (หรือผู้ออกตั๋ว)

            สำหรับตั๋วแลกเงิน และเช็คซึ่งสั่งจ่ายแก่ผู้ถือ การลงลายมือชื่อในด้านหลัง ก็เป็นอาวับสำหรับผู้สั่งจ่ายด้วย โดยไม่ต้องเขียนข้อความใดเลย

            ผู้รับอาวัลอาจมีได้หลายคน โดยจะร่วมกันรับอาวัล หรือต่างคนต่างรับอาวัลก็ได้

            การยื่นให้ใช้เงิน

          กรณีเป็นตั๋วแลกเงิน

            ตั๋วแลกเงิน ถึงกำหนด ใช้เงิน ในวันใด ผู้ทรงตั๋ว ต้องนำตั๋ว ไปยื่นต่อผู้จ่าย หรือผู้รับรอง เพื่อให้ใช้เงินในวันนั้น

             ตั๋วแลกเงินให้ใช้เงิน เมื่อทวงถาม ผู้ทรงตั๋วจะยื่นตั๋วให้ใช้เงินเมื่อใดก็ได้ตั้งแต่ วันที่ลงในตั๋ว (วันออกตั๋ว) เป็นต้นไป

            ตั๋วแลกเงินให้ใช้เงิน เมื่อได้เห็น ผู้ทรงต้องนำตั๋วยื่นให้ผู้จ่ายใช้เงิน ภายใน 6 เดือน นับแต่วันที่ลงในตั๋ว

            ตั๋วแลกเงินให้ใช้เงินเมื่อสิ้นระยะเวลาหนึ่ง นับแต่เห็นตั๋ว ผู้ทรงต้องนำตั๋ว ยื่น ให้ผู้จ่ายรับรองภายใน 6 เดือน นับแต่วันที่ลงในตั๋ว หรือภายในเวลาช้าเร็วกว่านั้น ตามแต่ผู้สั่งจ่ายระบุไว้ และวันถึงกำหนดใช้เงินตามตั๋ว ให้นับแต่วันรับรองหรือวันที่ทำคัดค้านกรณีที่ผู้จ่ายไม่รับรอง

            การไม่ยื่นตั๋วแลกเงิน ในกรณีที่ต้องยื่นตามกำหนดเวลา ผู้ทรงย่อมสิ้นสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาแก่ผู้สลักหลัง ผู้สั่งจ่าย และคู่สัญญาอื่น ๆ ผู้ต้องรับผิดตามตั๋ว เว้นแต่ผู้รับรองซึ่งยังไม่หลุดพ้น

            กรณีเป็นตั๋วสัญญาใช้เงิน

          วันถึงกำหนดใช้เงิน และการยื่นตัวสัญญาใช้เงิน ให้ใช้เงินอนุโลมตามเรื่องตั๋วแลกเงิน

            แต่สัญญาใช้เงิน ซึ่งให้ใช้เงินใน เวลาใดเวลาหนึ่งภายหลังได้เห็นตั๋ว ผู้ทรงต้องนำยื่นให้ผู้ออกตั๋วจดรับรู้ (Visa) ภายใน 6 เดือน นับแต่วันที่ลงในตั๋ว หรือภายในเวลาช้าเร็ว ตามแต่ผู้ออกระบุไว้ และวันถึงกำหนดใช้เงิน นับแต่วันจดรับรู้ หรือถ้าผู้ออกตั๋วบอกปัด ไม่ยอมจดรับรู้ก็ต้องทำคำคัดค้านเป็นหลักฐาน และเริ่มต้นนับกำหนดเวลาได้เห็นในวันนั้น

            การที่ผู้ทรงไม่ยื่นตั๋วภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ผู้ทรงยังมีสิทธิไล่เบี้ยผู้ออกตั๋ว หรือผู้สลักหลัง ที่ต้องรับผิด เว้นแต่เป็นตั๋วที่ออกมาแต่ต่างประเทศ ผู้ทรงสิ้นสิทธิที่จะไล่เบี้ยผู้สลักหลังและคู่สัญญาคนอื่น ๆ ในตั๋วผู้ต้องรับผิด ส่วนผู้ออกตั๋วยังคงรับผิดอยู่

            กรณีเป็นเช็ค

          เช็คที่ให้ใช้เงินในเมือง หรือจังหวัดเดียวกันกับที่ออกเช็ค กล่าวคือ สถานที่ออกเช็คกับสถานที่ตั้งธนาคารซึ่งใช้เงินตามเช็คเป็นเมือง หรือจังหวัดเดียวกัน ผู้ทรงต้องยื่นให้ธนาคารใช้เงิน ภายใน 1 เดือน นับแต่วันออกเช็ค (วันที่ลงในเช็ค)

            ถ้าสถานที่อกเช็คกับสถานที่ตั้งธนาคาร ซึ่งใช้เงินตามเช็คต่างเมือง หรือต่างจังหวัดกัน (เช็คต่างจังหวัด) ต้องยื่นให้ใช้เงินภายใน 3 เดือน นับแต่วันอกเช็ค

            การไม่ยื่นเช็คในกำหนด 1 เดือน หรือ 3 เดือน แล้วแต่กรณี ผู้ทรงสิ้นสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาแก่ผู้สลักหลังโอน ไม่วาสลักหลังก่อน หรือหลังเวลาดังกล่าว แต่ผู้สั่งจ่ายไม่ได้รับความเสียหายแล้ว ผู้ทรงก็เรียกเกินตามเช็คต่อผู้สั่งจ่ายได้

            อายุความ

            การใช้สิทธิเรียกร้องต่อผู้รับผิดตามตั๋วเงินมีกำหนดที่เรียกว่า อายุความ ดังนี้

            1. ฟ้องผู้รับรองตั๋วแลกเงิน ผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน มีกำหนดเวลาภายใน 3 ปี นับแต่วันตั๋วนั้น ถึงกำหนดใช้เงิน

            ตั๋วที่ให้ใช้เงินเมื่อได้เห็น ตั๋วถึงกำหนดตั้งแต่วันออกตั๋วนั่นเอง จึงเริ่มนับอายุความตั้งแต่วันออกตั๋วนั้น

            ตั๋วที่ให้ใช้เงินเมื่อทางถาม วันที่ผุ้ทรงทวงถามให้ผู้ออกตั๋วใช้เงินเป็นวันเริ่มต้นถึงกำหดนใช้เงินตั๋วที่ระบุถึงกำหนดใช้เงินก็นับอาขุความตั้งแต่วันที่ระบุไว้

            2. ผู้ทรงฟ้องผู้สลักหลังและผู้สั่งจ่ายมีกำหนดเวลา ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ลงในคำคัดค้าน ซึ่งได้ทำขึ้นภายในเวลาอันถูกต้องตามกำหนด หรือนับแต่วันตั๋วเงินถึงกำหนด ในกรณีที่มีข้อกำหนดไว้ว่า "ไม่จำเป็นต้องมีคำคัดค้าน"

            อายุความฟ้องผู้สั่งจ่าย และผู้สลักหลังเช็คภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ออกเช็ค คือวันที่ลงในเช็ค มิใช่วันยื่นเช็คต่อธนาคาร แล้วธนาคารไม่ใช้เงิน หรือวันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน

            3. ผู้สลักหลังฟ้องไล่เบี้ยกันเอง และไล่เบี้ยผู้สั่งจ่าย องฟ้องภายใน 6 เดือน นับแต่วันที่ผู้สลักหลังเข้าถือเอาตั๋วเงินและใช้เงิน หรือนับแต่วันที่ผู้สลักหลังนั้นเองถูกต้อง

เมื่อ : 28 พฤศจิกายน 2550, 22:17:28 น.    จำนวนผู้เข้าอ่าน : 79376 ครั้ง